ผู้การเร่รัก

ผู้การเร่รัก

เรื่องราวของผู้บังคับการเรือหนุ่มแห่งราชนาวีไทย ร่วมติดตามภารกิจป้องกันชาติและภารกิจหัวใจไปพร้อมๆกัน

ผู้เขียน อักษรายุทธ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ชู้

        

                                

        มอเตอร์ไซต์รุ่นเก่าแบบวินเทจขนาดหนึ่งร้อยสิบซีซี โลดแล่นบนถนนในกรุงพนมเปญที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา

        ผมเช่ามอเตอร์ไซต์คันนี้เพื่อลองให้กับแอนเดรียน่าใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาบ้าง เธอเองก็หัวเราะชอบใจ โอบเอวผมแน่นแล้วเกยคางกับไหล่ผมแล้วสนทนากันอย่างมีความสุข

        “ฮ่าฮ่า ปกติขี่แต่บิ๊กไบท์ พอมาขี่รถเล็กแบบนี้รู้สึกแปลกเหมือนกัน ว่าแต่คุณไม่ง่วงบ้างรึไง เมื่อคืนเข้าห้องก็เที่ยงคืนกว่า ไม่ถึงหกโมงเช้าก็ขับรถพามาที่นี่อีก”

        “อะ..เอ่อ ฉันนอนแทบไม่หลับ หน้าของคุณลอยเต็มไปหมดเลย นอนไปก็นึกถึงตอนเล่นน้ำและเต้นรำกัน จนต้องรีบโทรไปปลุก อยากเจอหน้าเร็วๆ”

        “ขนาดนั้นเลยรึ คนสวยสะพรั่งและพร้อมสรรพอย่างคุณไม่น่าจะขาดผู้ชายนะ”

        “ไม่ขาดผู้ชายน่ะใช่ แต่ฉันกลับไม่รู้สึกดีอย่างนี้เลย คุณทั้งน่ารัก ตลกและจริงใจ แถมยังเป็นคนแรกที่ชวนฉันซ้อนมอเตอร์ไซต์แบบนี้”

        “ผมอยากให้คุณลองใช้ชีวิตธรรมดาๆ บ้าง จะได้รู้ว่าคนระดับต่ำกว่าทำอะไรและอยู่อย่างไร มันเป็นผลดีกับการปกครองคนด้วย ไม่ใช่อยู่บนหอคอยงาช้างตลอด”

        เธอกล่าวด้วยความชื่นชมว่า “มิน่าล่ะ ลูกน้องจึงรักคุณมาก ฉันจะนำไปใช้นะคะ”

        ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ พูดเนือยๆ ว่า “ผมก็ไม่ต่างกับคุณหรอก บางทีก็อยากลงมาจากหอคอยบ้าง”

        “เล่าชีวิตของคุณให้ฟังบ้างสิคะ ชั้นอยากรู้ว่าเราเหมือนกันยังไง”

        “แม่ผมเป็นนักธุรกิจ ส่วนพ่อเป็นนายทหารเรือระดับสูง ตั้งแต่ผมยังเด็ก แม่จะคัดสิ่งที่ดีที่สุดให้ทั้งความเป็นอยู่ การศึกษา การงาน ผมแทบไม่ได้ตัดสินใจอะไรเองเลย”

        “ได้ยินมาว่าครอบครัวคนไทยจะเป็นอย่างนี้ โชคดีที่พ่อแม่ฉันปล่อยชีวิตอิสระพอสมควร ไม่อึดอัดมากนัก ฉันเป็นกำลังใจให้นะคะ”

        “ขอบคุณครับ แอ๊นท์”

        เธอถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมเรียกฉันว่าแอ๊นท์”

        “แอนเดรียน่ายาวไป ผมขี้เกียจเรียก”

        เธอหัวเราะร่วนแล้วเดาว่า “ฮิฮิ หน้าฉันเหมือนมดหรือคะ”

        ผมสะดุ้งโหยงแล้วตอบด้วยความอายว่า “เอิ่ม..อ่า..เอวคุณคอดกิ่วกับก้นใหญ่เหมือนมดน่ะ”

        เธอยิ่งกอดรัดผมแน่นขึ้น ขบกัดหัวไหล่เบาๆ “เครซี่บอย!!!”

        จนเย็นย่ำ เราสองคนมาเดินเล่นที่โตนเลสาป รับประทานมื้อเย็นที่ร้านริมแม่น้ำ ทันทีที่ โคอัง วัวย่างสูตรพนมเปญ และ เบียร์อังเชอร์ ผ่านหลอดอาหารตกลงสู่กระเพาะคราก ผู้บังคับการเรือเจ้าสำราญถึงกับคราง

        “โอว..อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ”

        แอนเดรียน่าหัวเราะ “ฮิฮิ ฉันอยู่คุณวันเดียวน้ำหนักเพิ่มมากี่กิโลแล้วเนี่ย ตระเวนทานกันทั้งวันเลย แต่อาหารพื้นบ้านก็อร่อยอย่างที่คุณว่าจริงๆ น่าอายจัง มาอยู่ที่นี่สามปีแล้วกลับต้องให้คนที่เคยมาวันเดียวแนะนำ”

        พอดีโทรศัพท์เธอดัง เธอขอตัวคุยกับปลายสายประมาณสิบนาทีก็รายงานว่า “ได้เรื่องมานิดหน่อยแล้วค่ะ วันนี้มีร่ากับเอ้กและดิ๊ดไปสืบข่าวตั้งแต่เช้า”

        “ว่ายังไงบ้าง”

        “สามคนนั้นสะกดรอยนายวุฒิ เขาไปพบนายเงี๊ยบจริงๆ แอบฟังได้ความแค่ว่าต้องส่งของให้ลูกค้า”

        ผมมีสีหน้าเคร่งเครียด บ่นว่า “ไอ้วุฒิทำธุรกิจสีดำด้วยหรือนี่ เลวจริงๆ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะส่งอะไรที่ไหนเมื่อไหร่”

        เธอจ้อมผมเขม็งแล้วบอกว่า “มีร่าบอกว่าเรื่องนี้ต้องพึ่งคุณแล้วล่ะ”

        ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วถามว่า “ผม!!”

        “นายเงี๊ยบมีเลขาคู่ใจคือลูกสาวของเขาเอง ดังนั้นถ้าลองสืบที่ยัยนี่น่าจะรู้อะไรมากขึ้น”

        “อย่าบอกนะว่าให้ผมเข้าไปสนิทสนม ว่าแต่จะเจอเธอได้ที่ไหน”

        “วิลล์บาร์!!”...

        สองทุ่มตรง ผมกับแอนเดรียน่าปรากฏตัวที่หน้าบาร์หรูแห่งหนึ่งข้างวงเวียนโตปี เธอแซวเมื่อเห็นผมขยับชุดหรู “หล่อแล้วค่ะ สาวคนใดเห็นแล้วใจละลายแน่ๆ”

        ผมนึกถึงราคาก็บ่นว่า “ถึงขั้นต้องซื้อชุดใหม่เลยหรือเนี่ย แพงชะมัด”

        “วิลล์บาร์เป็นผับหรูหรา ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติหรือไม่ก็นักธุรกิจ คุณต้องแต่งให้ดูดีสักหน่อย ไปด้านในกันเถอะ เดี๋ยวเวลาจีบสาวจะน้อยเกินไป”

        เราสองคนเข้าไปด้านในก็จับจองเก้าอี้สูงหน้าเคาท์เตอร์บาร์ ผับหรูแห่งนี้ลูกค้าเยอะพอสมควร ดูจากลักษณะของลูกค้าแล้วเป็นอย่างที่แอนเดรียน่าบอกจริงๆ ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างดูดีมีชาติตระกูลทั้งนั้น ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่านี่คือดินแดนกัมพูชาที่คนไทยดูถูกว่าด้อยพัฒนา

        เราสองคนสนทนาอย่างสนิทสนมพร้อมสอดส่ายสายตาหาเป้าหมาย ไม่นานนักแอนเดรียน่าพยักหน้าให้ผมมองไปมุมด้านซ้ายของบาร์ กระซิบบอกว่า “นั่นไงคะ ลูกสาวคนสวยของนายเงี๊ยบ”

        บนโซฟาหรูตัวหนึ่งมีผู้หญิงใส่เดรสสั้นรัดรูปสีแดงเพลิงนั่งอยู่ เธออายุน่าจะใกล้เคียงกับผม ปล่อยเส้นผมยาวสลวยดัดเป็นลอนคลื่น หน้าตาคล้ายหญิงไทย

        ผมเดินอย่างมาดมั่นไปหาลูกสาวคนเดียวของผู้มีอิทธิพลใหญ่แห่งสีหนุวิลล์ เรียกวิญญาณคาสโนว่าให้เข้าสิง ปกติการจีบสาวผมไม่เคยหลอกลวงหรือแสดงอาการหื่นกระหายเลย ใช้แต่ความนุ่มนวลสุภาพจริงใจ แต่ครั้งนี้เป็นทางที่จะทำให้รู้เรื่องราวของนายเงี๊ยบและศราวุฒิ ดังนั้นเล่ห์เหลี่ยมและเสน่ห์ที่มีต้องงัดมาใช้ให้หมด

        บนโต๊ะเตี้ยมีแก้วไวน์ แน่นอนว่าคนรวยประจำเมืองนี้อย่างเธอต้องดื่มยี่ห้อหรู ราคาแพงระยับ ผมทักทายด้วยเสียงโซปราโน่ว่า “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณมาคนเดียวหรือครับ”

        เธอหันหน้ามา ผมตะลึงกับใบหน้าที่สวยเซ็กซี่ยั่วอารมณ์ทางเพศที่สุด กอปรกับเรือนร่างที่รัดรึงภายใต้ชุดสีแดงนั้น ถึงกับทำให้ผมที่ไม่หมกมุ่นเรื่องอย่างนี้ใจสั่นเหมือนกัน

        ทันทีที่เธอเห็นใบหน้าที่ใครต่อใครต่างบอกว่าหล่อเหลาของผมก็เบิกตากว้าง ยิ้มหวานแล้วตอบว่า “มาคนเดียว คนโสดคนเหงาก็อย่างนี้แหล่ะค่ะ”

        เพิ่งเจอกันแต่ทำท่าฉอเลาะแบบนี้ หว่านคำหวานอีกหน่อยก็ติดเบ็ด “ผมชื่อภาดาครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

        “มาเรียม ค่ะ คุณเป็นคนไทยใช่มั๊ย พูดไทยก็ได้ค่ะ ฉันเรียนที่เมืองไทยจนจบปริญญาตรี”

        “ดีเลยครับ จะได้สื่อสารอะไรกันรู้เรื่องมากขึ้น”

        เธอชม้ายชายตา ถามด้วยเสียงที่ทำให้วาบหวิวที่สุด “อยากสื่อสารอะไรกับฉันหรือคะ”

        ผมสบตาเธอ ตอบด้วยเสียงกรุ้มกริ่มตามแบบฉบับหนุ่มเจ้าสำราญว่า “เวลาที่ผู้ชายพบเจอผู้หญิงที่สวยสง่าและเซ็กซี่อย่างคุณมาเรียม คุณคิดว่าเค้าอยากสื่อสารอะไรล่ะครับ”

        เธอยิ้มกว้างสดใส ชักชวนว่า “นั่งด้วยกันดีไหมคะ จะได้สื่อสารกันถนัดถนี่”

        ผมทรุดตัวนั่งด้านข้าง มาเรียมเขยิบกายเบียดเสียด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงกับร่างอวบอัดชวนให้ใจสั่นมิน้อย เธอโบกมือเรียกบ๋อยให้นำไวน์มาให้ผม

        “ดื่มด้วยกันนะคะภาดา ไวน์จะทำให้คุณคึกคักและวาบหวิว”

        ผมถามอย่างงุนงงว่า “คึกคักพอเข้าใจครับ แต่ทำให้วาบหวิวได้ยังไง”

        “วาบหวิวได้สิคะ” เธอเอนศีรษะมาซบไหล่ของผม ลูบไล้ต้นขาจนเกือบถึงจุดยุทธศาสตร์

        ชั่วโมงหลังจากนั้น เธอชวนผมไปต่อยังสวรรค์วิมานที่เธอจะปรนเปรอสายสืบหนุ่มไทยอย่างเต็มที่ เมื่อเดินผ่านแอนเดรียน่า ผมหลิ่วตาให้ขับรถตามมา...

        สวรรค์ของมาเรียมคือบ้านพักหรูหราหน้าหาดสุขา คงเป็นบ้านที่แอบพ่อของเธอสำหรับการพาหนุ่มๆ ที่ไปหย่อนเบ็ดที่บาร์เพื่อนำมาสนองความใคร่

        ทันทีที่เข้าห้องนอน เธอระดมจูบอย่างหนักหน่วง แต่ชายชาติราชนาวีไม่มียอมแพ้ จัดการสนองกลับอย่างเร่าร้อนยิ่งกว่า

        มือซุกซนผมเลื่อนไปภายในชุดเดรสจนแตะกับกางเกงในเนื้อดีด้านใน นิ้วไต่จากขอบด้านหนึ่งไปอีกด้านผ่านรอยแยกธรรมชาติ จนมือประกบเข้ากับเนินเนื้ออูม จึงกดนิ้วกลางลงไปอย่างแผ่วเบา

        มาเรียมแหงนหน้าสูดปากครางเสียงสั่น “อูววว...ฉันชอบชายไทยที่สุดเลย ทั้งนุ่มนวลและรุนแรงในคนเดียว โอวว..อ่า..”

        เธอปลดเปลื้องชุดเดรสนั้นออกจนเหลือเพียงชุดชั้นในลายลูกไม้สีแดงเพลิง เอนหลังบนที่นอนหนานุ่มแล้วกางขาทั้งสองข้างให้นักรักจากสยามประเทศกระทำการอย่างถนัดถนี่

        “ภาดาคะ ฉันต้องการคุณเหลือเกิน

        ผมแทรกตัวไปกลางหว่างขา รูดกางเกงในสีแดงเพลิงให้พ้นปลายเท้า จากนั้นใช้วิชาชิวหาและดัชนีสวาท เสียงครางด้วยความเสียวซ่านดังระงม “อูวว..วี๊ดด..สะ..สุดยอด โอวว”

        ไม่กี่นาทีให้หลัง สาวร่านก็ตัวเกร็งกระตุก เธอรีบพลิกให้ผมนอนหงาย เสียงลมหายใจกระชั้น พูดเสียงกระเส่าว่า “ฉันขอทำให้คุณบ้าง อูวว..ทำไมฉันหลงคุณอย่างนี้”

        ก่อนที่เธอจะได้เห็นเจ้ามังกรโคโมโด เสียงจากนรกก็มาขัดจังหวะ ...ก๊อก!! ก๊อก!!.. ตามด้วยเสียงห้าวของผู้ชาย “มาเรียม..มาเรียม เปิดประตูให้ผัวหน่อยครับ”

        ผมถามด้วยความตกใจว่า “ผะ..ผัว คุณมีผัวแล้วหรือ”

        เธอตกใจไม่แพ้กัน รีบบอกว่า “เอ่อ..ยะ..ยังไม่ใช่ผัวค่ะ แค่เป็นแฟน โอย..ทำไมเป็นอย่างนี้ คุณรีบหลบไปใต้เตียงก่อน เร็ว!! ฉันจะหาจังหวะให้หลบออกไปเอง”

        ผมรีบมุดเข้าไปใต้เตียงใหญ่ โชคดีที่ด้านล่างไม่คับแคบจนอึดอัดจนเกินไปนัก ความรู้สึกของบรรดาชู้ที่ลักลอบกินของคนอื่นเป็นอย่างนี้เอง

        มาเรียมรีบจัดแจงใส่เสื้อผ้า จากนั้นเปิดประตูห้องนอน ชายคนนั้นบ่นว่า “ทำไมช้าจัง”

        เธอปดว่า “เข้าห้องน้ำอยู่ค่ะ”

        ทั้งคู่นั่งบนขอบเตียง ได้ยินเสียงสวบสาบของเสื้อผ้า แสดงว่าฝ่ายชายเปิดฉากรุกเร้า ลมหายใจของมาเรียมกระชั้นเร่งร้อน พยายามปฏิเสธว่า “อะ..เอ่อ วันนี้ฉันไม่ค่อยพร้อม สงสัยดื่มไวน์มากไปหน่อย รู้สึกเพลีย...”

        ก่อนจะพูดจบ เสียงของเธออู้อี้ แสดงว่าโดนอีกฝ่ายจูบอย่างเร่าร้อน

        “เหนื่อยอะไรกัน ปกติผมมาทีไรคุณแทบอ้าขารอ วันนี้แปลกๆ ถ้าเหนื่อยหมอวุฒิจะฉีดยาบำรุงให้เอง คุณชอบเข็มของผมไม่ใช่เหรอ”

        วุฒิ? อย่าบอกนะว่า!! ถ้าเป็นศราวุฒิคนที่ผมตามหา แสดงว่ามันเป็นชู้ของมาเรียมลูกสาวเจ้าพ่อใหญ่ ได้ยินเสียงแล้วนึกถึงภาพลามกบัดสีก็สังเวชใจ มาเรียมช่างร่านสวาท ขนาดรู้ว่าผมแอบอยู่ใต้เตียงก็ยังบิดกายครวญครางเร่าร้อนถึงเพียงนี้ แสดงว่ามีความต้องการขึ้นมาแล้ว นี่ถ้าผมไม่อยู่ในห้อง เธอคงจะเริงสวาทอย่างสุดเหวี่ยงกับชู้รักของว่าที่คู่หมั้นผมเป็นแน่แท้

        ศราวุฒิอ้อนว่า “ผมอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ ทั้งสวยและเก่งอย่างนี้ เราจะได้เริงรักกันทุกวัน”

        มาเรียมตัดพ้อว่า “อย่าล้อเล่นเลยค่ะ คุณหมายมั่นปั้นมือกับลูกผู้บัญชาการกองเรือที่เมืองไทยไม่ใช่หรือคะ ฉันเป็นได้แค่ดอกไม้ริมทางที่โดนทิ้งขว้างก็เท่านั้น”

        “หน้าอกและเนินอวบอูมอย่างนี้ ผมจะไปสนใจอีนังหน้าหวานนั่นทำไม มันไม่ได้จริงใจกับผมเลย มันชอบคนที่แม่มันเลือกให้ต่างหาก”

        มาเรียมยังตัดพ้อไม่เลิก “ไม่ชอบแล้วทำไมเธอให้เงินคุณอยู่เรื่อยล่ะ ขอเมื่อไหร่ให้เมื่อนั้น”

        ศราวุฒิหัวเราะในลำคอ พูดด้วยเสียงเย็นชาว่า “หึหึ ผมมีสิ่งที่มันไม่อาจปฏิเสธคำขอน่ะสิ ไม่เอาๆ อย่าพูดเรื่องนังนั่นเลย เรามาเริงสวาทกันเถอะ เดี๋ยวผมต้องลงเรือเอาของไปมอบลูกค้า ว่าแต่ของเรียบร้อยรึยัง”

        “ลำเลียงจากชายแดนไทยมาลงเรือเรียบร้อยแล้วค่ะ ลอตนี้ของเยอะเลย ว่าแต่คุณจะไปเมื่อไหร่”

        “ตอนนี้เรือออกจากท่าเรือกำปอตแล้ว ผมนัดไว้ว่าจะนั่งเรือเร็วไปขึ้นเรือตอนตีหนึ่งที่จุดห่างจากสีหนุวิลล์สิบไมล์ จะรีบผ่านเขตน่านน้ำไทยโดยเร็วเพื่อไปสุราบายาก่อนเที่ยงวันมะรืน งานนี้ผมตั้งใจเต็มที่ พ่อคุณอุตส่าห์ไว้ใจให้คุมงานนี้”

        “ถ้างานงวดนี้สำเร็จ คุณต้องมาอยู่กับฉันนะคะ”

        “แน่นอน ถ้าผมได้เงินก้อนใหญ่จะมาซื้อบ้านที่นี่แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกัน เดี๋ยวขออาบน้ำก่อนนะ ไปกับพ่อคุณมาทั้งวัน เหงื่อเต็มไปหมดเลย ออกมาจะขอระบายความอยากสักสองยกก่อนไปทำงาน”

        หลังจากศราวุฒิเข้าห้องน้ำ มาเรียมโผล่หน้ามาใต้เตียงแล้วบอกว่า “ออกมาได้แล้วเร็วๆ”

        ผมรีบออกมาจากใต้เตียง จากนั้นพุ่งพรวดออกบ้านหลังนี้อย่างปลอดภัย

        เมื่อแอนเดรียน่ามาส่งผมที่เรือ ผมโทรรายงานผู้บัญชาการหน่วยเรือฯ ทันที จากนั้นบอกว่า “ผมขอนำเรือออกไปสกัดจับมันครับ สิ่งที่อยู่บนเรือน่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

        “เอ็งรีบสกัดก่อนมันออกน่านน้ำไทย จากนั้นนำเรือไปที่ท่าเรือมาบตาพุดเพื่อตรวจสอบ มั่นใจนะว่าไปลำเดียวได้”

        ผมตอบอย่างมั่นใจว่า “คนของมันคงไม่มากครับ เพราะเป็นเรือสินค้า เรือผมน่าจะเอาอยู่”

        วางสายจากผู้บัญชาการฯ ผมเรียกต้นเรือมาหาแล้วออกคำสั่งว่า “ให้จ่ายามเป่าปลุกแล้วประกาศเตรียมการออกเรือขั้นหนึ่ง”...

                                 

        พนักงานเรดาร์รายงานเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยปรากฏขึ้นหน้าจอ “พบเรือต้องสงสัยแบริ่งหนึ่งหกศูนย์ระยะสามจุดหนึ่งไมล์”

        ผมสั่งการว่า “เดินหน้าเต็มตัว ประจำสถานีรบ ชุดตรวจค้นเตรียมพร้อม”

        จ่ายามกดสัญญาณสถานีรบแล้วประกาศด้วยระบบกระจายเสียงภายในเรือ “ประจำสถานีรบ!!! ประจำสถานีรบ!!!”

        เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เรือหลวงกันตังทำความเร็วสูงสุดได้ยี่สิบห้าน๊อต ในขณะที่เรดาร์แสดงผลว่าเรือต้องสงสัยลำนั้นแล่นด้วยความเร็วยี่สิบน๊อต จากหลักการความเร็วสัมพันธ์ อีกครึ่งชั่วโมงผมจะอยู่ห่างจากมันห้าร้อยหลา

        ต้นเรือวิทยุสั่งการไปยังต้นปืนให้เตรียมพร้อมเต็มที่ รวมถึงต้นกลให้เตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

        ตามเวลาที่คำนวณไว้ ผมก็เห็นเงาตะคุ่มของเรือต้องสงสัยอยู่ตรงหน้าในระยะไม่กี่ร้อยหลา ดูจากลักษณะเป็นเรือสินค้าขนาดสองหมื่นตัน ผมสั่งให้เริ่มขั้นตอนการตรวจค้นเรือต้องสงสัยทันที

        พนักงานวิทยุส่งวิทยุไปที่เรือลำนั้น “เรือสินค้าที่ถือเข็มหนึ่งเจ็ดศูนย์ นี่คือเรือหลวงกันตัง หยุดเรือเดี๋ยวนี้!! นี่คือเรือหลวงกันตัง หยุดเรือเดี๋ยวนี้!!”

        เรือสินค้าไม่มีท่าทีจะหยุด แถมยังเบนหัวเรือไปอีกทางหนึ่ง ผมสั่งการทันที “ยิงกระสุนซ้อม”

        ต้นเรือสั่งต่อไปยังต้นปืนที่บัญชาการการใช้อาวุธอยู่บนหอรบ จากนั้นต้นปืนสั่งการไปที่ป้อมปืนหัวเรือ “ยิง!!!”

        พลยิงปืนใหญ่หัวเรือขนาดเจ็ดสิบมิลลิเมตรกดปุ่มยิง ...ตูมมม!!!...ตูมม!!!

        พนักงานวิทยุยังส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตามหลักสากล“หยุดเรือเดี๋ยวนี้!! หยุดเรือเดี๋ยวนี้ นี่คือการเตือน”

        พนักงานเรดาร์รายงานว่า “เรือเปลี่ยนไปถือเข็มหนึ่งห้าศูนย์ ความเร็วยี่สิบสองน๊อต”

        ผมสั่งต้นหนว่า “นำเรือให้เปิดระยะมุมหัวเรือมากกว่านี้ พี่จะยิงกระสุนจริงไปดักหน้ามัน”

        ต้นหนรีบขีดเข็มในกระดานหนจากนั้นสั่งทิศทางถือเข็มเดินเรือไปยังพยักงานถือท้าย “หางเสือซ้ายห้า ถือเข็มหนึ่งเจ็ดห้า”

        “ยิงกระสุนจริงให้ดักด้านหน้ามันหนึ่งร้อยหลา”

        การยิงปืนใหญ่เรือนั้นต้องคำนวณแทบจะทุกการยิง ทั้งระยะห่าง ความชื้นสัมพัทธ์ หรือแม้กระทั่งความเร็วของเรือทั้งสองลำต้องนำมาคำนวณทั้งหมด ไม่ถึงสองนาที เสียงปืนใหญ่ดังสนั่น

        ...ตูมมม...ตูมมม...

        น้ำทะเลด้านหน้าเรือสินค้าแตกกระจาย แต่แทนที่เรือจะหยุดจากการเตือนหลายต่อหลายครั้ง กลับเร่งความเร็วขึ้นอีก มิหนำซ้ำยังปรากฏชายนิรนามหลายคยมายืนข้างกราบเรือ พร้อมอาวุธปืนกล

        ..พร่อดดด!! พร่อดดด!!..

        ผมเห็นดังนั้นรีบสั่งการเพื่อให้ออกห่างจากระยะยิงปืนเอ็มสิบหก “หางเสือขวาสิบ รักษาระยะห่างสามร้อยหลา”

        

                                           

        เรือหลวงกันตังฉีกตัวไปทางขวา ต้นปืนสั่งพลปืนกลยี่สิบมิลลิเมตรซึ่งมีรัศมีการยิงไกลกว่าปืนเล็กยาวเอ็มสิบหกยิงตอบโต้ทันที

        ..ปังงง!!! ปังงง!!! ปังงง!!!... ภาพจากกล้องส่องทางไกล เห็นมือปืนเอ็มสิบหกบนเรือลำนั้นล้มคว่ำไปสี่คน ถึงแม้ต้นปืนจะขี้เมา แต่หมั่นฝึกฝนผู้ใต้บังคับบัญชาดีมาก

        แทนที่จะสลดเมื่อเห็นเพื่อนร่วมเรือถูกยิงคว่ำไปหลายคน กลับปรากฏชายอีกคนมาที่ข้างกราบ พร้อมประทับเครื่องยิงระเบิดแล้วยิงมาที่เรือผมทันที

        ...เฟี้ยววว!!!... ตูมมม!!!...

        เรือทั้งลำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประกายไฟพุ่งขึ้นทางป้อมปืนท้ายเรือ ต้นเรือรีบวิทยุไปถามว่า “เป็นยังไงบ้าง รายงานซิ”

        นายปืนท้ายเรือรายงานว่า “ป้อมปืนเสียหายครับ พลประจำปืนบาดเจ็บสองนาย”

        ต้นเรือสั่งการ “หน่วยป้องกันความเสียหายประจำการท้ายเรือ เจ้าหน้าที่พยาบาลลำเลียงคนเจ็บ”

        ผมสั่งการด้วยความโมโห “นี่เรือราชนาวีไทยนะโว้ย ไม่ใช่เรือที่พวกมึงจะมาหยามเกียรติ เล็งไปที่ห้องเครื่องท้ายเรือ หยุดเรือมันให้ได้”

        ต้นปืนรับคำสั่งแล้วคำนวณหามุม สั่งการ “มุมสามห้าสอง” จากนั้นสั่งพลยิงทันที “ยิงงง!!!”

        ...ฟิ้วว!!.. เสียงลูกปืนแหวกอากาศไม่กี่วินาทีก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น

        ..ตูมมม!!!...

        หลังเสียงระเบิด เกิดควันไฟลุกท่วมที่ห้องเครื่องท้ายเรือ ความอลหม่านเกิดขึ้น เรือสินค้าค่อยๆ เคลื่อนตัวช้าลง ไม่กี่นาทีให้หลังก็หยุดสนิท โคงเคลงไปมาตามจังหวะคลื่นเหมือนกะลาใบใหญ่ลอยน้ำ

        ต้นปืนสั่งการดังลั่น “ชุดตรวจค้น บุก!!!”

        จากนั้นชุดตรวจค้นสองชุดพร้อมอาวุธครบมือก็ลงเรือยางสองลำไปยังเรือสินค้าลำนั้นทันที เจ้าหน้าที่วิทยุส่งข้อความต่อเนื่อง “ส่งบันไดข้างเรือลงมา..ส่งบันไดลงมา มิอย่างนั้นจะยิงสะพานเดินเรือ!!”

        ส่วนบนเรือหลวงกันตัง ปืนทุกกระบอกยังคงหันไปที่เรือต้องสงสัยตลอดเวลา ป้องกันการต่อสู้ จนเมื่อเรือลำนั้นหย่อนบันไดข้างเรือลงมาและชุดตรวจค้นสามารถขึ้นเรือไปได้แล้ว ไม่ถึงยี่สิบนาทีให้หลัง ต้นปืนในฐานะหัวหน้าชุดตรวจค้นก็สามารถควบคุมเรือได้

        ต้นปืนวิทยุรายงานว่า “เรียบร้อยครับพี่คลื่น ผมควบคุมคนเรือทั้งหมดมาที่หัวเรือแล้ว โอโฮ..ในตู้คอนเทนเนอร์มีรถยนต์เพียบเลยครับ น่าจะเป็นรถที่ขโมยมาจากฝั่งเราด้วย เพราะเป็นรุ่นที่บ้านเรากำลังนิยมเลย”

        “ให้ตอนดิษฐ์กับทหารอีกสองนายคุมไอ้ศราวุฒิกลับมาที่เรือ ส่วนมึงกับชุดตรวจค้นที่เหลือคุมอยู่บนเรือลำนั้น เราจะลากมันไปมาบตาพุด”

        เมื่อเรือยางกลับมาจอดเทียบท้ายเรือ ผมรีบลงไปต้อนรับทันที ทหารดันตัวผู้ควบคุมเรือสินค้าลำนั้นขึ้นมาบนเรืออย่างทุลักทุเล

        “สวัสดีครับคุณศราวุฒิ เราได้เจอกันสักที”

        ศราวุฒิหน้าซีดเผือด เพ่งมองผมสักพัก พลันนึกออกก็พูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “มึงคือไอ้คลื่นใช่มั๊ย บังอาจมากที่ทำอย่างนี้”

        ผมถามอย่างเย็นชาว่า “น่าแปลกนะครับที่รู้จักผม ถ้ามิใช่เพราะคุณรู้จักคนที่สนิทชิดเชื้อกับผม”

        “อะ..เอ่อ อย่ามาเฉไฉ มึงจับเรือกูทำไม”

        “หึหึ ตอนแรกก็แค่จะตรวจค้นปกติครับ เพราะเรือของคุณมึงแล่นผิดเส้นทางของเรือสินค้า (เรือสินค้าจะมีเส้นทางเดินเรือ หรือ route ที่กำหนดไว้แน่นอนในแผนที่เดินเรือ) ถ้าคุณไม่มีสินค้าผิดกฎหมาย จะต้องกลัวทำไม แถมยังยิงใส่เรือของผมซะอีก”

        ศราวุฒิตอบแบบอ้ำอึ้ง “อะ..เอ่อ..เรือมึงดิ่งเข้ามาอย่างนั้น กูก็นึกว่าจะปล้นน่ะสิ ตำรวจบางประเทศยังดักไถกับรถประชาชนได้เลย ทำไมทหารเรือจะทำอย่างนั้นไม่ได้ กูแค่ป้องกันตัว”

        ผมส่ายหน้าด้วยความสังเวชใจ ด่าว่า “มึงนี่แถชะมัด สมองไม่น่าจะเรียนจบสถาปนิกจากสถาบันดีๆ ของไทยมาได้เลย”

        ศราวุฒิตกใจเล็กน้อย ถามว่า “มึงรู้ได้ยังไง มุกบอกรึ”

        ผมส่ายหน้า ตอบว่า “มุกไม่ได้บอกหรอก เธอยังปิดบังเรื่องของมึงต่อทุกคนอยู่ แต่ความลับไม่มีในโลกหรอกโว้ย มึงรู้มั๊ยว่าไอ้เงินสองแสนที่มึงเอาไปเล่นที่บ่อนคลองตันน่ะ มุกมาโกหกเอาเงินกูไป ถุย..ไอ้แมงดา”

        ศราวุฒิโมโหสุดขีด ปรี่เข้ามาจะต่อยผม แต่ช้ากว่าเท้าของตอนดิษฐ์ที่ประเคนใส่หลังจนมันล้มคว่ำ

        “อย่าคิดแตะต้องผู้การของกูแม้แต่ปลายเล็บ ไอ้หน้าวอก”

        ผมพูดกับมันด้วยความยียวนว่า “เออ..ลืมบอกไป หอยนางรมของมาเรียมหอมชะมัด กะทิอีกต่างหาก วิ้ว..กลิ่นยังติดอยู่เลย ฮ่าฮ่า”

        “อะ..ไอ้คลื่น ยะ..อย่าบอกนะว่ามึง..”

        ผมถลึงตาใส่ พูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมว่า “ในเมื่อมึงเป็นชู้กับว่าที่คู่หมั้นของกู ดังนั้นกูก็สามารถทำอย่างนั้นกับคนที่มึงคาดหวังได้เช่นกัน ช่วยไม่ได้ มาเรียมยั่วกูเองนี่หว่า หึหึ”

        “ไอ้คลื่น!! ไอ้เลว!!”

        ผมออกคำสั่งเสียงเข้มว่า “ตอนดิษฐ์เอามันไปขังไว้ในห้องเครื่อง เสียงดังโหวกเหวกน่ารำคาญฉิบหาย ให้มันไปตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์แล้วกัน”

        ตอนดิษฐ์ยิ้มมุมปาก ฉุดกระชากลากถูศราวุฒิลงบันไดไปยังห้องเครื่องด้านล่าง “ผู้การระบายโทสะกับมึงแล้ว แต่กูและประจำเรือยังไม่ได้ระบายกับมึงเลยที่บังอาจมายิงเรือกู เฮ้ย..พลปืนทั้งหลาย ตามกูมา!!”

        ศราวุฒิตาเหลือก ตะโกนสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว “มะ..ไม่นะ ม่ายยย!!!”

        ผมสั่งให้วิทยุไปขอกำลังจากเรือที่ออกราชการหมวดเรือชายแดนจันทบุรีตราดซึ่งเทียบอยู่ที่ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราดเพื่อมาช่วยจูงเรือ จากนั้นสองชั่วโมงให้หลัง เรือหลวงกันตังและเรือหลวงแกลงก็จูงเรือสินค้าลำนี้เดินทางไปยังท่าเรือมาบตาพุด เพื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป...

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา