นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

หากจะมีใครสักสักคน เอ่ยคำถามขึ้นมาว่า.... นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกคือใคร หลายคนอาจมีคำตอบที่แตกต่างกันไป บางคนก็ว่า... ไอแซค นิวตัน โทมัส อัลวา เอดิสัน หรือ บางคนอาจจะบอกว่าต้องเป็น อัลเบิร์ต ไอสไตน์ !! แต่จะมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่า ก่อนหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกทั้งหลายจะคิดค้นทฤษฎีต่างๆ หรือ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆอันมีประโยชน์มากมาย ยังมีผู้ที่ล่วงรู้ถึง ทฤษฎีอันซับซ้อน ตลอดจนเจนจบศาสตร์นานาแขนง ที่จะพึงมีได้ด้วยตัวเองโดยลำพัง บุคคลผู้นั้นก็คือ......

อย่าใจร้อนสิครับ...!!.......ใบ้ให้นิดนึงว่า บุคคลผู้นี้มีชีวิตอยู่ในช่วงของกาลเวลาที่ผ่านล่วงเลยมานานแล้วกว่า 2500 ปี บุคลลผู้นี้ได้ล่วงรู้ถึงทฤษฎีต่างๆมากมาย เช่น ในแง่ของดาราศาสตร์ท่านกล่าวว่า หมู่ดาวทางช้างเผือกอันเป็นที่ตั้งของโลกเรานั้นมีการเกิด และ ดับมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จักรวาลของเรานั้นเริ่มต้นเมื่อประมาณ 15000 ล้านปีที่แล้ว (โดยการยกตัวอย่างอุปมา) ซึ่งในเบื้องต้นของการกำเนิดนั้น เกิดจากกลุ่มก๊าซร้อนแรงหรือที่เราเรียกว่า ซุปเปอร์โนวา ต่อมาลูกไฟนี้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงดังที่เรียกว่า “ Big Bang ” เมื่อเย็นตัวลงก็กลายเป็นดวงดาว น้อยใหญ่ต่างๆมากมาย ท่านผู้นี้มีความสามรถทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างยากที่จะหาใครเสมอเหมือน ท่านทรงกล่าวถึงกำเนิดของจักรวาลและการโคจรของดวงดาวต่างๆมาก่อนหน้าที่เราจะค้นพบว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม ก่อนที่เราจะค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และก่อนที่เราจะรู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน !! หากจะมีใครสักคนเอ่ยถึงนักจิตวิทยาชื่อก้องโลก......หลายต่อหลายคนคงจะนึกถึงชื่อ ซิกมันต์ ฟรอยด์ แต่แม้ว่าทฤษฎีของฟรอยด์ จะมีชื่อเสียงเพียงใด มีจำนวนผู้สนใจศึกษามากมายเพียงใด แต่ยังคงไม่สามารถเทียบเคียงกับหลักคำสอนของชายผู้นี้....เพราะไม่มีข้อใดเลยที่สอนเรื่องการดับทุกข์.....อันเป็นหัวใจในการพ้นทุกข์อย่างถาวร และหากจะมีใครสักคนเอ่ยถึง บิดาแห่งพันธุกรรมศาสตร์ชื่อก้องโลก......เชื่อว่าหลายคนเลยที่จะมองไปที่....ชาส์ล ดาร์วิน .....แต่ก่อนที่ดาร์วิน หรือ ใครก็ตามในศตวรรศนี้ได้ค้นพบทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง เรามาดูกันครับว่า ชายผู้หนึ่งที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 2000 กว่าปีก่อน พูดเรื่องการเกิดของสัตว์ต่างๆไว้ว่าอย่างไร ทั้งๆที่สมัยนั้นไม่มีกล้องจุลทรรศน์ หรืออุปกรณ์ทันสมัยใดๆ ลองมาฟังกันว่าชายผู้นี้พูดเรื่อง การกำเนิด และ การสืบพันธุ์ไว้อย่างไร...... ชายผู้นี้บอกว่าการเกิดของสิ่งมีชีวิตนั้นมีอยู่ 4 แบบ ประกอบไปด้วย... 1. เกิดจากไข่.... อันนี้เราเห็นได้โดยทั่วไปและรู้กันมาก่อนหน้านี้โดยสังเกตเอาจากสัตว์ต่างๆ สัตว์น้ำ สัตว์ปีก 2. เกิดจากครรภ์มารดา.... ท่านว่าในร่างกายของผู้หญิงนั้นจะมีไข่ โดยไข่ของผู้หญิงจะมีขนาดเล็กมาก หากจะเปรียบความเล็กตามความเป็นจริงในสมัยก่อนอาจจะค่อนข้างยากที่จะเข้าใจสำหรับคนในยุคนั้น ท่านจึงเปรียบเปรยว่า ให้เอาขนนกจุ่มลงไปในน้ำมันจนโชก แล้วก็สลัดน้ำมันทิ้งเจ็ดครั้ง ครั้งที่เจ็ดของการสลัดจะได้ละอองหยดน้ำมันขนาดเล็กมากๆ ละอองเล็กๆอันนั้นแหละมีขนาดเท่ากับไข่ของมนุษย์เพศหญิง ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีความเห็นก็เห็นสอดคล้องว่า.....ไข่ของสตรีนั้นมีขนาดที่ใกล้เคียงกันมาก กับหยดเล็กๆของละอองน้ำมันจริงๆเสียด้วย 3. กำเนิดจากของโสโครก เช่นในของเน่า ในน้ำครำต่างๆซึ่งได้แก่เชื้อโรคนั่นเอง ในสมัยก่อนเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้า หากจะพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่เล็กมากๆขนาดที่ตาเปล่ามองไม่เห็นจะมีใครบ้างครับที่เชื่อ เราเพิ่งจะมาพิสูจน์และมองเห็นได้เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง....จริงหรือไม่...!! 4. เกิดปุ๊บก็เป็นผู้ใหญ่โตเต็มวัยเลย อันนั้นก็เช่น เทวดา เปรต ฯลฯ.....ในสามแบบที่ผ่านมานั้นปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นเรื่องจริง ยังขาดก็แต่แบบที่ 4 ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ในทางวิทยาศาสตร์.... แต่ชายผู้นี้ก็ไม่เคยสอนให้เชื่อโดยงมงายไร้เหตุผลเลย เพราะว่าท่านได้มอบ หลักกาลามสูตร 10 ประการเอาไว้ให้ลองพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อลงไป ....กาลามสูตร 10 นั้นประกอบด้วย 1. อย่าเชื่อเพราะฟังตามๆกันมา 2. อย่าเชื่อเพราะถือสืบต่อกันมา 3. อย่าเชื่อโดยการเล่าลือ 4. อย่าเชื่อโดนการอ้างตำรา 5. อย่าเชื่อโดยการยึดหลักตรรกศาสตร์ 6. อย่าเชื่อโดยการอนุมาน 7. อย่าเชื่อโดยพิจารณาอาการภายนอก 8. อย่าเชื่อตามความชอบใจว่าคิดเหมือนตน 9. อย่าเชื่อโดยเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ 10.อย่าเชื่อเพราะว่าท่านเป็นครูของเรา
ครั้งนึงเมื่อสองพันกว่าปีล่วงมาแล้วชายผู้นี้นั่งอยู่ที่ใต้ต้นประดู่ต่อหน้าคนทั้งหลาย แล้วก็หยิบใบไม้ขึ้นมาหนึ่งกำ แล้วถามแก่ผู้ที่แวดล้อมมากมายในที่นั้นว่า ใบประดู่ที่เราถือเอาไว้ กับ ใบประดู่ที่อยู่ที่ต้น....ที่ไหนมีมากกว่ากัน คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ...ใบประดู่ที่ถือเอาไว้นั้นมีจำนวนน้อยกว่ามากมาย เทียบกันไม่ได้ !!!... ชายผู้นั้นจึงบอกกับกลุ่มคนเหล่านั้นว่า......นี่ก็เหมือนกับเรื่องราวต่างๆที่เรารู้มาเป็นอันมาก แต่เราไม่ได้บอกท่าน ที่เราบอกท่านก็คือส่วนน้อยที่อยู่ในมือเรานี่เอง แต่เป็นส่วนน้อยที่มีประโยชน์อย่างมากมาย ....ชายผู้ที่ผมกำลังกล่าวถึงท่านนั้นก็คือ... .... องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเจนจบครบศาสตร์วิทยา ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.....