Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าในการนำ Stem Cell มารักษาโรคได้มากกว่า70ชนิด แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายของ Stem Cell อย่างแท้จริง วิชาการดอท คอมได้รับเกียรติจาก น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นสัตวแพทย์แต่ท่านเคยเทรนเรื่องยาจากออสเตเลีย มาให้ความรู้เรื่องนี้

ทำไม คุณหมอ ถึงมาสนใจเรื่อง Stem Cell เนื่องจากที่ผ่านมาผมเป็นคนที่สนใจเรื่องยามาก่อนครับ และก็ได้มีโอกาสทำยา Specials หมายถึงยาที่ไม่มีในเมืองไทย ทั้งของคนและของสัตว์ แต่เราเอาเข้ามาให้เป็นเฉพาะรายบุคคลนะครับ เพราะยาพวกนี้ยังไม่ผ่าน อย.ในบ้านเรา จากจุดนี้ทำให้เราเห็นว่าในอนาคต stem cell น่าจะมีบทบาทเข้ามาแทนที่ยาได้เป็นอย่างดี โรคอะไรที่ยาทั่วไปรักษาไม่ได้ หรือได้ผลไม่ดีก็อาจใช้ Stem cell ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจด้านนี้ก็คือ การที่เราอยากเห็นผู้ป่วยไม่ว่าคนหรือสัตว์ ได้รับการรักษาให้หายจากโรค เพราะหลายโรคนั้นคงต้องรอให้สเต็มเซลล์เป็นตัวเลือกในการรักษาครับ Stem Cell คืออะไร คำไทยใช้คำว่า เซลล์ต้นกำเนิด ถ้าแปลตรงตัวStem ก็แปลว่าลำต้น ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้ย้อนไปถึงการกำเนิดชีวิตนั่นเอง กระบวนการกำเนิดชีวิตมนุษย์หรือสัตว์นั้น สเปิร์มของผู้ชาย จะมาผสมกับไข่ของผู้หญิงกลายเป็น1เซลล์ จากนั้นหนึ่งเซลล์จะทำการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ กลายเป็นอวัยวะต่างๆ ขึ้นมา ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดก็เหมือนเซลล์ที่กลายเป็นอะไรก็ได้ เช่นถ้าไปอยู่ที่สมองก็กลายเป็นเซลล์สมอง ไปอยู่ที่เซลล์ตับก็กลายเป็นเซลล์ตับ Stem Cell สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ ด้วยคุณสมบัติดังนี้ 1.สามารถแบ่งตัวของตัวเองได้ตลอด 2.สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเป็นเซลล์อื่นๆได้ 3.ยังเป็นตัวของตัวเอง คือมีค้างของตัวเองเสมอ ยังคงมีความเป็น Stem Cell อยู่นั่นเอง ด้วยคุณสมบัติสามประการที่กล่าวมา เมื่อ Stem Cell เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าส่วนที่ร่างกายต้องการ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าHomingเพราะเมื่อร่างกายมีบาดแผลจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวดึงดูดให้วิ่งเข้าไปสร้างหรือซ่อมแซม ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Stem Cellเองก็มีข้อจำกัดในการรักษาด้วยเช่นกัน 1.ระยะเวลาการรักษาต้องใช้เวลาพอประมาณ เช่นถ้าคนไข้ถึงจุดวิกฤตเต็มที แต่ต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งร่างกายต้องใช้ระยะเวลาสักพัก ก็อาจไม่ทันการณ์ 2.ช่วงที่ทำการรักษาโรคอย่างหนึ่งอยู่ ต้องพยายามรักษาร่างกายไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้น Stem Cellก็จะวิ่งไปรักษาที่อื่นด้วยเช่นกัน 3. Stem Cell มีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งก็มีชนิดของ Stem Cellที่แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของ Stem Cellที่ใช้รักษาโรคนั้นๆ 4.ถ้าเป็นการขอรับบริจาคจากบุคคลอื่นที่มิใช่ญาติ มีโอกาสที่ร่างกายจะรับแค่1ต่อ50,000ถ้าเป็นพ่อ แม่ ลูก มีโอกาส1ต่อ2 ถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาส1 ต่อ 4 5.ผู้ที่นำมารักษาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ
Stem Cell นำมาจากไหนได้บ้าง Stem Cell ของมนุษย์สามารถเก็บได้หลายระยะ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ (ไข่ผ่านการผสมกับสเปิร์มมาแล้วประมาณ4-5วัน) เรียกว่า Embryonic stem cell แต่เนื่องจากยังมีมุมมองในแง่ศีลธรรมกันอยู่มาก เพราะหลายคนที่มีความเห็นว่าการนำ Embryonic stem cell มาใช้นั้นเป็นการฆ่าตัวอ่อน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ทัศนะของแต่ละคน ดังนั้นจึงขอพูดถึง Stem Cellที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันและไม่ขัดกับหลักศีลธรรม โดยเราจะพูดถึง Adult Stem Cell ซึ่งประโยชน์ที่นำมาใช้เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน และไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม แหล่งที่พบ Adult Stem Cell ได้แก่เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ตัวสายสะดือ ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถพบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่แหล่งที่พบแต่ละที่นั้นมีข้อดีข้อเสียและการนำมาใช้แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอยกเพียงบางที่มาทำความเข้าใจกัน Stem Cell จากเลือด เลือดทั่วๆไปในร่างกายมี Stem Cell แต่มีปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปลดปล่อย Stem Cellออกมาสู่ระบบเลือดในปริมาณมากขึ้น หมอจะฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า G-CSF ( Granulocyte Colony Stimulating Factor ) เข้าไป และทำการเก็บ Stem Cell ด้วยเครื่อง Apheresis ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนำไปปลูกถ่ายในผู้ป่วย แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ Stem Cell ที่ได้จะมี T-Cell ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งT-Cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้นศักยภาพของ Stem Cell ในร่างกายก็ลดลงเช่นกัน Stem Cell จากไขกระดูก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก ในกระดูกมี Stem Cell มากเพียงพอที่จะนำมาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยากและค่อนข้างเจ็บมาก คือ ผู้ให้จะต้องวางยาสลบและทำในห้องศัลยกรรมของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปบริเวณกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด Stem Cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกให้เพียงพอกับจำนวนที่ต้องใช้ และที่แน่ๆเจาะแค่รูเดียวคงไม่เพียงพอ และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักฟื้นอีกอย่างน้อย 5 วัน Stem Cell จากเลือดในสายรก การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือ มีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กนั้นยังไม่เคยสัมผัสโรคใดๆ มีวิธีการจัดเก็บง่าย ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวดต่อทั้งแม่และเด็ก นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี Stem Cell อยู่หลากหลายชนิดในเลือดจากสายรก ปัจจุบันมีโรคกว่า 70 ชนิดที่สามารถนำเลือดจากสายรกไปใช้รักษา นอกจากนี้ยังมีการทดลองเปลี่ยน Stem Cell ที่ได้จากเลือดในสายรกนี้ให้เป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ นอกจากเซลล์เม็ดเลือด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์ กระดูก เซลล์ตับ เซลล์หลอดเลือด เซลล์กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั้งผลิตอินซูลิน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงการทดลอง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ได้จริง Stem Cell ที่เก็บจากเลือดในสายรกนั้น ถ้านำไปรักษาพ่อแม่ มีเพียง HLA ตรงกัน3 ตำแหน่งก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็น Stem Cell จากแหล่งอื่น ต้องตรงกันถึง 6 ตำแหน่ง จึงจะสามารถนำไปรักษาได้ แต่เลือดจากสายรกก็มีข้อเสีย คือ ปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้กับเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะจำนวน Stem Cell ที่นำมาใช้ ต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะพัฒนาการเพิ่มจำนวนของ Stem Cell ที่ได้จากสายรกให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับคนที่มีน้ำหนักมากๆ

ธนาคาร Stem Cell

Stem Cell รักษาโรคอะไรได้บ้าง ปัจจุบันนักวิทาสตร์สามารถค้นคว้าทดลองและนำมารักษาได้มากกว่า70โรค ซึ่งยังมีการพัฒนาและทดลองอย่างไม่หยุดในอนาคตคาดว่าจะมีอีกหลายโรคที่ Stem Cell จะเข้าไปรักษาได้แทนตัวยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน โรคที่ Stem Cell สามารถรักษาได้แล้วในปัจจุบัน เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือด,มะเร็งชนิดต่างๆ,ภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ,โรคระบบพันธุกรรมผิดปกติ ,โรคเลือดจางธาลัสซิเมีย ฯลฯ มีวิธีสร้าง Stem Cell ได้หรือไม่ อย่างไร การสร้าง Stem cell ต้องถามว่าเอา stem cell ชนิดไหนก่อน เช่น Embryonic stem cell อันนี้ต้องให้สเปิร์มไปผสมกับไข่เสียก่อน จนได้ระยะ 4-5 วันในคนที่เรียกว่า Blastocyst ซึ่งภายในจะมี Inner cell mass ซึ่งนั่นก็คือ Stem cells ครับ

ในส่วนของ Adult stem cell ก็อยู่ที่ว่าเราเลือกมาจากแหล่งไหน ยกตัวอย่างเช่น เอามาจากเลือด เราก็ฉีดยากระตุ้นที่เรียกว่า G-CSF ให้ก่อน และหลังจากนั้นเราก็เก็บ Stem cells ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Apheresis ครับ แต่หากเราเอามาจากไขมัน เราก็จะใช้เอนไซม์เข้าไปย่อยสลาย ทำการwashล้างเซลล์ และแยกเอาส่วนที่เป็นStem cells ออกมา ที่จริงขั้นตอนมีมากกว่านี้มากครับ แต่ขอกล่าวแค่คร่าวๆให้เข้าใจง่าย ส่วนเราจะเอา stem cell มาทำให้เป็นเซลล์อื่นๆ ทำอย่างไร ผมตอบตามทฤษฎีก็แล้วกันครับว่า ก็ใส่สภาวะแวดล้อมที่เซลล์นั้นๆต้องการ ใส่ตัวเหนี่ยวนำที่จะไปกระตุ้นให้เป็นเซลล์นั้นๆ เป็นต้นครับ

ขอพูดถึง stem cells จากแหล่งต่างๆนิดนึงนะครับ เช่น หากเป็นการเก็บเลือดจากสายรก สายสะดือ ก็จะเก็บตอนคลอดครับ จริงๆก็เก็บได้ทั้งก่อนและหลังรกลอกตัว โดยสูติแพทย์ก็จะเป็นผู้เจาะบริเวณเส้นเลือดดำของสายสะดือ ใส่ในถุงพิเศษ และนำไปทำการบวนการแยกเซลล์ที่ห้อง Lab เพื่อแยกตัว stem cells จริงๆในส่วนของสายรกตรงที่เป็นตัว Cord เลยอันนี้ก็น่าสนใจนะครับ รวมถึงในส่วนของ Wharton’s jelly ก็น่าสนใจมาก หรือจะเก็บ stem cells จากฟันน้ำนมอันนี้ก็มีครับ แต่ไม่ใช่มีทุกซี่นะครับ พอเราเลือกซี่ที่มี ซึ่งมักจะเป็นฟันหน้า เราก็จะสลายกระดูกออก แล้วเอาเซลล์ที่อยู่ในโพรงฟันออกมา อันนี้จะมี stem cells น้อยมาก จำเป็นต้องนำมาเพิ่มจำนวนก่อนครับ

จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว stem cells ก็มีอยู่แทบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่การจะนำมาใช้นั้นก็จำเป็นที่ต้องเลือกแหล่งให้เหมาะสม เลือกการใช้ชนิดของstem cell เลือกอายุเซลล์ที่พอเหมาะด้วย เป็นต้นครับ

ในปัจจุบันมีประเทศใดบ้างที่ให้ความสนใจ เรื่อง Stem Cell (หรือประเทศไหนที่เป็นผู้นำในการศึกษาเรื่องนี้) แล้วมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล กันบ้างหรือไม่ (ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ) ประเทศที่ทำด้านนี้ก็เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ สวิสเซอแลนด์ ยูเครน จีน อินเดีย อันนี้คือที่เด่นๆนะครับ

เมื่อมีคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ ธนาคาร Stem Cell จึงถือกำเนิดขึ้น น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ ได้อธิบายในส่วนของ Stem Cell For Life (บริษัท สเต็ม เซลล์ ฟอร์ ไลฟ์ จำกัด) ถึงที่มาของธนาคาร Stem Cell
ในส่วนของ SCL (Stem Cell For Life) เกิดมาจากที่มีความสนใจด้าน Stem Cell แล้วเราได้ไปดูงานตามที่ต่างๆทั่วโลกเป็นเวลา2-3ปี เห็นว่ามีคุณประโยชน์ที่จะนำมาใช้ จึงได้มาจัดตั้งขึ้นที่ประเทศไทย ถ้าในเมืองไทย ที่แรกคือสภากาชาดไทยตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี2545 ในส่วนของSCL จัดตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 แต่ห้องแลปของเราเสร็จเมื่อราวๆเดือนธันวาคม2549 ที่เรียบร้อยทั้งหมดจริงๆคือเมื่อต้นเดือนมกราคม2550ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ที่จัดตั้ง ธนาคาร Stem Cell เผื่อนำเอา Stem Cell ที่เก็บได้นำมาทำประโยชน์ในอนาคต เนื่องจาก Stem Cell คือ เซลล์ต้นกำเนิดสามารถนำไปรักษาโรคต่างๆได้มากมาย ในอนาคตเราหวังว่ามันจะพัฒนาและรักษาโรคได้มากกว่านี้

ความแตกต่างระหว่างธนาคาร Stem Cell กับ ธนาคารเลือด
ธนาคารเลือดคือ เราเก็บเลือดทั้งหมดที่เราเก็บมาเพื่อใช้ในการรักษา แต่ธนาคาร Stem Cellเป็นธนาคารที่เราเก็บเลือดที่เราแยกเก็บออกมาอีกชั้นหนึ่งเพื่อดึงเอา Stem Cell ออกมาเท่านั้น

สิ่งที่ได้รับจาก ธนาคาร Stem Cell
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ราสามารถดึงเอาประโยชน์สูงสุดจาก Stem Cell ออกมาใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆได้ ธนาคาร Stem Cell จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะทำให้การทดลองประสบความสำเร็จในอนาคต

สมควรผลักดันเรื่อง Stem Cell ให้สังคมรับรู้ในวงกว้างหรือไม่ อย่างไร
สมควรครับ เพราะ stem cell ถือเป็นความรู้ใหม่ และยังต้องทำให้สังคมเข้าใจในเรื่องนี้อีกมากครับ อนาคตสิ่งนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคอย่างมากครับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือประชาชนก็ควรมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องนี้ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง
พื้นฐานเซลล์ต้นกำเนิด (Basic of Stem Cells/Regenerative Medicine)
มุมมองในการใช้สเต็มเซลล์ ดีจริงหรือไม่…!