อบายมุขที่ถูกกฎหมาย

8 – 13 ของ GDP ของประเทศไทย) มีที่มาที่ไปจากการที่รัฐต้องการหารายได้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศนอกจากการเก็บภาษีจากประชาชน ซึ่งถือว่าอบายมุขถูกกฎหมายเป็นภาษีทางอ้อมรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หวย (ลองอ่านดูจากบทความเก่าของผมนะครับ หวย ภาษีคนจน http://www.vcharkarn.com/varticle/437) ซึ่งหวยนี่เป็นภาษีทางอ้อมของคนจนขนานแท้ เพราะว่าจ่ายเงินเข้ารัฐในอัตราเดียวกับคนรวย เนื่องจากคนรวยและคนจน ซื้อหวยในราคาเท่ากัน หลักการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนในการพัฒนาประเทศแบบง่ายๆ ก็คือการลงทุนในการพัฒนาประเทศในด้านใด จะต้องสร้างประโยชน์กับประชาชนผู้เสียภาษีนั้นให้มากที่สุด มิฉะนั้น จะไม่เกิดแรงจูงใจในการจ่ายภาษี เช่น

15 บาทตลอดสาย ก็จะไม่เหมาะสม เนื่องจากคนต่างจังหวัดก็จะบอกว่าที่จ่ายภาษีไป เอาไปให้คนกรุงเทพฯ ใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะเก็บค่าโดยสารในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงๆ หรือเอาเงินที่เก็บเพิ่มสำหรับผู้ใช้เบนซิน 95 จากกองทุนน้ำมัน

Zero Sum Game คือ เงินของคนที่ได้จากการพนัน กับเงินของคนที่เสียการพนันไม่เท่ากันพอดี นึกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเรานั่งเล่นไพ่กันสี่คน ในกติกาที่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เงินของคนที่เสียรวมกัน จะไปเท่ากับเงินของคนที่ได้รวมกันพอดี แต่กติกาของบ่อนกาสิโนคือการออกกฎระเบียบที่ทำให้ทุกฝ่าย มีโอกาสน้อยกว่าในการชนะเจ้ามือ (ซึ่งเจ้ามือก็คือบ่อนกาสิโนนั่นเอง) เช่น

35 เท่า ทั้งๆ ที่ความน่าจะเป็นที่จะแทงถูกมี 1 ใน 36 หรือน้อยกว่านั้นในบางบ่อนกาสิโน เช่น ที่มาเลเซีย

21 ถ้าลูกค้าตายก่อนเจ้ามือ เสียเงินเลย โดยไม่ต้องดูว่าเจ้ามือจะตายหรือไม่

นได้็  ทีนี้ก็แปลกันง่ายๆ ว่าการเปิดกาสิโนนั้น มีความน่าจะเป็นที่จะมีผลกำไรสูง ถ้าจำนวนลูกค้าเข้าไปเล่นมีมากพอ และปริมาณเงินที่หมุนเวียนมีมากเพียงพอ บ่อนกาสิโนไหนยิ่งแน่นยิ่งรวย ตามหลักความน่าจะเป็นที่เจ้ามือได้เปรียบลูกค้าผู้เล่นครับ

ทีนี้เรามาดูผลลัพธ์ที่ผ่านมาของหวยบนดินกันก่อนจะไปวิเคราะห์เรื่องกาสิโนนะครับ ก่อนที่รัฐบาลขิงแก่เกียร์ว่างเข้ามา หวยบนดินมีขายกันเกลื่อนกลาด รัฐบาลมีรายได้จากหวยบนดินงวดละประมาณ 3 พันล้านบาท ปีหนึ่งมี 24 งวด ก็ลองคูณดูนะครับว่ารายได้ปีละประมาณเท่าไหร่ และรายได้นี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากในทางเศรษฐศาสตร์ การเล่นหวยนับเป็นการเสพติดชนิดหนึ่งที่เป็นการเสพติดชนิดมีเหตุผล (Rational Addiction) แปลง่ายๆว่าคนเล่นหวยทุกงวดยังไงก็ยังเล่น และอาจจะมีคนเล่นมากขึ้นถ้าไม่มีการสกัดกั้น ขณะเดียวกันผลจากการจำหน่ายหวยบนดินทำให้เกิดกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มที่เคยเล่นหวยใต้ดินมาก่อน ซึ่งกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่นี้ก็คือ เด็กนักเรียน นักศึกษาทั้งในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะว่าหวยบนดินหาซื้อได้ง่าย  ราคาถูก  โดยใช้เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อได้ และมีรางวัลล่อใจที่สูงดึงดูดคนทุกเพศ ทุกวัยได้ นอกจากนี้ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เช่น ปี 2538 มีเงินหมุนเวียนในระบบหวยใต้ดินปีละ 4-5 แสนล้านบาท เนื่องจากคนต้องการความหวังมากขึ้น

มุมมองสองด้าน

ข้อความต่อไปนี้ขออนุญาติอ้างจากบทวิจัยของคุณหนึ่งฤทัย ชัยวงศ์ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้

“เครือข่ายองค์กรด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว สังคม ศาสนา ได้ศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของหวยบนดินที่มีต่อเด็กและเยาวชน พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์เด็กและเยาวชนในปี 2549 โดยระบุว่าวัยรุ่นในระดับมัธยมและอุดมศึกษามีการเล่นหวยบนดินสูงถึงร้อยละ 20 คิดเป็นเยาวชน 1.5 ล้านคน โดยมีการเล่นหวยบนดินเฉลี่ยเดือนละ 200 บาท คิดเป็นเม็ดเงินถึง 3,600 ล้านบาทต่อปี เมื่อแบ่งระดับการศึกษาพบว่าเด็กประถมเล่นหวย 6% มัธยมศึกษาตอนต้น 12% มัธยมศึกษาตอนปลาย 17% อาชีวศึกษา 25% และระดับอุดมศึกษา 27% ทั้งที่ก่อนหน้าที่จะมีหวยบนดินมีเยาวชนเล่นหวยประมาณร้อยละ 5 เมื่อมีหวยบนดิน เป็นการกระตุ้นให้เด็กติดการพนันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าหรือเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน การที่มีเด็กติดการพนันเพิ่มเพราะราคาหวยบนดินนั้นถูกมาก ใช้เงินเพียง 20 บาทก็สามารถซื้อได้ และยังมีรางวัลล่อใจที่สูงเย้ายวนใจเกินกว่าที่เยาวชนจะหักห้ามใจได้”

ตัวอย่างข้างต้นคือ ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นๆ ของผลกระทบจากหวย ซึ่งแปลว่าเราอาจจะแลกรายได้เข้ารัฐปีละแปดหมื่นล้านบาทที่นำไปช่วยเหลือสังคม และให้นักการเมืองเอาเงินไปใช้แบบไม่ผ่านระบบเงินในงบประมาณ กับการปลูกฝังวิธีคิดที่ผิดให้กับเด็ก และเยาวชนจำนวนมาก และจะมีผลกับการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้นในระยะยาว อันนี้ขออนุญาติไม่สรุปนะครับว่าคุ้มค่าหรือไม่ คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านนะครับ แต่จะให้ดีก็ต้องมีมาตรการควบคุมนะครับ คือต้องเน้นปลูกฝังว่าการเล่นหวยคือการบริจาคเงินรูปแบบหนึ่ง หากถูกรางวัลก็คือผลพลอยได้ ไม่ใช่มุ่งเน้นการเล่นหวยเป็นอาชีพหลัก

(GDP) เพิ่มขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายในการบริโภคในอุตสาหกรรมการพนันที่เพิ่มมากขึ้น

30 แห่ง และที่รั่วไหลไปยังสถานกาสิโนที่มาเก๊า อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา อีกเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยในแต่ละปี

Tracking จากระบบการเสียภาษี แต่นักการพนันจำนวนมากที่เอาเงินไปทิ้งที่ต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี รวมไปถึงคนเข้าบ่อนกาสิโนเถื่อนด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเข้ามาเล่นที่บ่อนกาสิโนของรัฐไม่ได้ ก็ต้องเข้าสูตรเดิมคือไปต่างประเทศ หรือไม่ก็บ่อนเถื่อนยังคงมีต่อไป แต่ข้อจำกัดนี้ไม่ได้รวมไปถึงคนต่างชาติ ซึ่งใครจะมาเล่นก็ได้ ก็เป็นการหารายได้เข้าประเทศอย่างหนึ่ง แต่ผมจะบอกว่าระวังจะซ้ำรอยกับเมืองพัทยา ที่ทุกวันนี้มีฝรั่งมาเฟียรัสเซียเต็มไปหมด บ่อนกาสิโนก็อาจจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์มาเฟียต่างชาติอีกแหล่งหนึ่งก็ได้ครับ



GDP ของประเทศแบบมหาศาลหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เพิ่มซักเท่าไหร่ครับ (เป็นหลักเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่หลักหลายเท่า) เพราะว่า GDP ของประเทศปัจจุบัน ได้นับรวมในฝั่งการบริโภคประจำวันของประชาชนไปแล้ว เจ้ามือบ่อนเถื่อนก็ไม่ได้เอาเงินที่ได้ไปฝังตุ่มไว้ แต่ก็เอามาใช้จ่าย ซึ่งก็นับเป็นส่วนหนึ่งของ GDP ไปตั้งนานแล้ว แต่การมีบ่อนกาสิโน ก็จะเพิ่ม GDP ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่มของการบริการ การขยายตัวของการก่อสร้าง การจ้างงาน แต่จะไม่เพิ่มเป็นหลายเท่า เหมือนที่นักการเมืองหลายคนพูดไว้ครับ



จะว่ากันไปวงจรการถกกันเรื่องกาสิโนนี่มันเหมือนงูกินหาง รัฐบอกว่าถึงไม่ทำบ่อนก็มีบ่อนเถื่อนอยู่แล้ว เป็นช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับผลประโยชน์อีก ทำไมไม่เอามาทำให้ถูกกฎหมาย แต่พอเสนอไอเดียก็มีคนด่าอีก จะเอาอย่างไรกัน จริงๆ แล้วผมคิดว่าประเด็นมันไม่ใช่ว่ามีบ่อนเถื่อนแล้วทำบ่อนเถื่อนให้ถูกกฎหมายนะครับ ประเด็นคือมีบ่อนเถื่อนแล้วทำไมเจ้าหน้าที่รัฐไม่จัดการดำเนินการ ปล่อยให้มีบ่อนเถื่อนกันได้อย่างไร ส่วนการที่จะมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายมันคงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐจะหาเงินเข้าประเทศอย่างไร และจะมีกลไกการควบคุมผลกระทบอย่างไรมากกว่า และในระยะยาวรัฐจะปลูกฝังวิธีคิดที่ถูกต้องกับประชาชนอย่างไรว่าการพนันไม่ควรจะเป็นหนึ่งในวงจรชีวิตประจำวัน คืออย่าคิดแต่ว่าการพนันกับคนไทย แยกกันไม่ออก เลยปล่อยไปตามยถากรรม



GDP เป็นตัวชี้วัดความกินดีอยู่ดีของประชาชน แต่ถ้าประเทศมี GDP ที่เพิ่มขึ้นจากการพนัน แต่แลกด้วยต้นทุนที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิต และวิธีคิดที่แย่ลง เราอาจจะต้องนิยามตัวชี้วัดของ GDP กันใหม่นะครับ

=======================================