การจัดการกับทรัพยากร

 วิรุฬหกกลับ






              เมื่อเรานึกถึงแหล่งท่องเที่ยว  ทะเลนับได้ว่าเป็นตัวเลือกต้นๆ ของการพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งเป็นช่วงหน้าร้อนแบบนี้การปีนเขา ขึ้นดอยก็คงเทียบไม่ได้กับสายลมที่พัดเอื่อยๆบนหาดทรายขาวที่ทอดตัวเป็นแนวยาวพร้อมเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ดังไม่ขาดสายของชายหาดที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ 


              ทะเลไม่ใช่มีดีแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้นแต่ ใต้ผืนน้ำที่กว้างใหญ่นอกจากจากความสวยงามของแนวประการรังแล้วยังถือว่าท้องทะเลเป็นแหล่งอาหารที่มีสำคัญสำหรับมนุษย์เราด้วยเช่นกัน  ทะเลมีคุณค่าอเนกอนันต์สำหรับมวลมนุษย์หากเพียงเราใช้และรู้จักจัดการอย่างเหมาะสม


 


 
ทัศนียภาพของท้องทะเลไทย
ภาพจาก http://203.151.46.10/anda/krabi


 
          “ประเทศไทยถือว่ามีทำเลที่ดีตั้งอยู่ในสองคาบมหาสมุทรทั้ง มหาสมุทรแปซิกฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เรามีทั้งความสำคัญและมีศักยภาพ แต่ถ้าเราจัดการไม่ดีก็อาจจะกลายเป็นผลเสียไปก็” นี้เป็นประโยคชวนคิดจาก รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับท้องทะเลไทยและเป็นเจ้าของผลงานวิจัย“โครงการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืน”งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลงานวิจัยดีเด่นจาก สำนักงานสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)


           การถือกำเนิดของงานวิจัยชิ้นเยี่ยมเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และการเรียนรู้ของรศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ทั้งการเรียนในระดับ ปริญญาตรีและปริญญาโทที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับชีวะวิทยา การจัดการทรัพยากรประมง ระบบนิเวศวิทยา  กฎหมายทางทะเล  ความสนใจเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลถูกกระตุ้นมากขึ้นเมื่อทำงานได้ร่วมกับองค์กรหลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็น สภาวิจัย  ไบโอเทค สกว. ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศได้ใช้ประโยชน์จากท้องทะเลอย่างเต็มที่



 
รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ อาจารยพันธุ์


 


            “ประเทศเราไม่มีนโยบายทางทะเลอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายทางทะเลที่แยกส่วน สมมติว่าผมอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาผมก็จะมองแค่ว่าจะใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและกีฬายังไงบ้าง ผมอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะมองแค่ว่า จะใช้ประโยชน์จากทะเลจากการประมงอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นแผนหรือยุทธศาสตร์ที่วางออกมาเพื่อจัดการเฉพาะเรื่อง
แต่พอมองในภาพรวมแล้วมันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนคนใช้น้อยทรัพยากรก็ยังมีเหลือเฟือแต่ปัจจุบันนี้ แผนยุทธศาสตร์เชิงเดี่ยวไปกระทบกับการทำงานในส่วนอื่น มันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ก็เลยคุยกับสกว ว่าการทำสถานการณ์เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทางทะเล ว่าในปัจจุบันการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มีการใช้อย่างไรมีแผนมีมูลค่าอย่างไรบ้างเพื่อที่เราจะสามารถ ใช้เป็นฐานในการศึกษา”
 
            สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นคือ ประเทศไทยมีมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลในทุกมิติทั้งในส่วนของทรัพยากรที่มีชีวิตและทรัพยากรที่ไม่มีชีวิต รวมไปถึงท้องทะเลในน่านน้ำไทยและทะเลนอกน่านน้ำไทยรวมแล้วมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7.5 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือผลประโยชน์ดังกล่าวกลับตกถึงมือคนไทยไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงควรที่จะมีการจัดการที่ดี


            “มูลค่าจริงๆที่ประเทศไทยพึงได้จากท้องทะเลซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือทะเลที่อยู่ในน่านน้ำไทย กับ ทะเลที่อยู่นอกเหนืออาณาเขตประเทศไทย  น่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน ทะเลหลวงพวกนี้เราสามารถหาประโยชน์ได้เหมือนกันหากมีการจัดการที่ดี แต่ในทางกลับกันประเทศอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์จากทะเลที่อยู่ในเขตน่านน้ำของเราได้เหมือนกัน ประเทศลาวเป็นประเทศที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เขาก็สามารถหาประโยชน์ทางทะเลได้เช่นเดียวกัน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดทะเลไม่มากนักแต่เขาก็มีการขนส่งทางทะเลขนาดใหญ่  เราคำนวณมูลค่าทางทะเลที่ประเทศไทยพึงได้มีมูลค่า 7.5 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นหลายส่วนทั้งทรัพยากรไม่มีชีวิต ทรัพยากรมีชีวิต การขนส่งทางน้ำ การท่องเที่ยว รวมไปถึงบ้างความเสียหายต่างๆเช่น ซึนามิ หรือการกัดกร่อนชายฝั่ง ซึ่งอันนี้เราไม่ได้คิดรวมไว้ แต่ถ้าเราไม่จัดการมันจะเกิดความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่จัดการแล้วเราต้องจ่าย  ถ้าสรุปจริงๆแล้วที่เราประเมินไว้ 7.5 ล้านล้านเป็นแค่ขั้นต่ำที่ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของทรัพยากรทางทะเล”


            การจัดการกับทรัพยากรที่กระจัดกระจายและมีหลากหลายรูปแบบทั้งในแบบของทรัพยากรที่มีชีวิต เช่น แนวปะการัง กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ กับทรัพยากรทางทะเลในประเภทสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันก็ย่อมต้องใช้การจัดการที่แตกต่างกัน การจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรทรัพยากรเป็นส่วนที่งานวิจัยชิ้นนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่อง่ายๆ


 



แท่นขุดเจาะน้ำมัน
ภาพจาก http://www.marinerthai.com


 


             “ในภาพย่อย การจัดการทรัพยากรไม่มีชีวิตกับทรัพยากรมีชีวิตนี้แตกต่างกัน การจัดการทรัพยากรไม่มีชีวิต เช่นก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน นี้เราใช้แล้วหมดไปจริง ๆ มันสร้างใหม่ได้แต่มันนานมาก ดังนั้นการจัดการกับทรัพยากรตรงนี้ย่อมแตกต่างกับทรัพยากรมีชีวิต เช่น แนวประการัง ปลา ถ้าเราใช้อย่างเหมาะสมเขาก็สามารถกลับมาใหม่เองได้  สองสิ่งนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันนี้พอเราเจอน้ำมันเราก็ใช้และไม่ได้ใช้อย่างเดียวยังมีสัมปทานให้กับต่างชาติซึ่งผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทย เทคโนโลยีเขาเหนือกว่าเรา แต่คำถามที่ตามมาคือเราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปหรือ บางประเทศที่เขามีเขาพยายามไปใช้ที่อื่นก่อนแต่ของเรานี้ไม่ใช่  เราจึงต้องมาให้ความสนใจว่าเราจะจัดการอย่างไร

              ส่วนทรัพยากรมีชีวิต เราก็ใช้จนหมด ปัจจุบันการประมงในอ่าวไทยมีสภาพที่แย่มากคือมีการประมงเกินกว่ากำลังการผลิต มีการใช้ประโยชน์จนตัวระบบไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องศึกษาว่า จะใช้อย่างไร หรืออาจจะต้องไปใช้ในน่านน้ำประเทศอื่น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะประเทศอื่นเขาก็ต้องดูว่าเขาได้อะไรเขาเสียอะไร อะไรคือประโยชน์สูงสุดที่เขาจะได้รับ แต่เราเองก็ต้องดำเนินการไปตามแนวทางนั้น เช่น การประมงในบ้านเราจะแบ่งเป็นประมงการพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน เราคงไม่สามารถบอกให้ประมงพื้นบ้านหยุดได้ ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถทำลายธรรมชาติ เขาหาแค่มีกินมีใช้ขายนิดหน่อย ส่วนประมงเชิงพาณิชย์นี้ใช้เยอะอาจจะต้องส่งเสริมให้ไปใช้นอกเขต  ประเด็นเหล่านี้สะท้อนอย่างเด่นชัดว่าประเทศของเรายังไม่ได้สนใจในเรื่องการจัดการ
หรืออีกประเด็นคือการขนส่งทางน้ำ ในอนาคตคงยิ่งยุ่งกว่านี้เพราะคนมากขึ้นการบริโภคมากขึ้น  การขนส่งทางทะเลเป็นการขนส่งที่มีความสำคัญมากที่สุด การขนส่งทางอากาศทางภาคพื้นดินก็มีบ้างแต่ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์  ส่วนการขนส่งทางทะเลนี้มีประมาณ 90-95 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลประโยชน์ตรงนี้เป็นของต่างชาติทั้งนั้น  อย่างเวลาเราจะส่งสินค้าไปต่างประเทศก็จะมีเรือขนส่งจากต่างประเทศมารับถึงที่พอจะสั่งซื้อเข้ามาก็มีเรือจากต่างประเทศมาส่งให้ถึงที่ ผลประโยชน์ตรงนั้นมหาศาล ซึ่งเราทิ้งไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่อง่ายที่เราจะจัดการตรงนั้นแต่เราก็ควรจะเริ่มคิด”


                สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ บอกว่ามีความสำคัญไม่แพ้การจัดการคือการได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ.1982 (The United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS 1982) ในภูมิภาคอาเซียนของเรามีเพียงประเทศไทยและกัมมพูชาเท่านั้นที่ยังไม่ได้ลงนาม การที่ไม่ได้ลงนามใน กฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับทะเลซึ่งได้รับการยอมรับกันอย่างทั่วโลกนี้เองที่ทำให้เราไม่สามารถอ้างสิทธิจากท้องทะเลได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  ประเด็นในแง่กฎหมายไม่เพียงแต่ควรได้ลงนามในอนุสัญญา UNCLOS 1982 แต่ รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ยังบอกอีกว่าควรจะมี พรบ. รองรับด้วย ก็คงจะต้องช่วยลุ้นให้ พรบ.คลอดออกมาไวๆทันที่จะได้ใช้งานก่อนที่ทะเลไทยจะเป็นของคนไทยเพียงแต่ชื่อ


 



น่านน้ำไทย
ภาพจาก http://www.dmr.go.th
 



                   แม้ส่วนประกอบต่างๆเกี่ยวกับโครงการวิจัยฉบับนี้ยังดูไม่ค่อยจะดูเป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ในทางปฏิบัติเพราะเราอาจจะต้องใช้เวลายาวนานในการพัฒนาขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่างและใช้ประโยชน์จากท้องทะเลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ก็ยังมีสิ่งที่น่ายินดีที่ภาครัฐเริ่มตอบรับเมื่อได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งอยู่ภายใต้คณะอำนวยการประสานงานปฏิบัติการด้านความมั่งคงทางทะเล สานต่อความคิดจากงานวิจัยฉบับนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น โดยมี รศ.ดร.เผดิมศักดิ์  รับหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมการฯ


                  “ตอนนี้มีการตั้งหน่วยงาน โครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องกับงานวิจัย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ขาดความรู้แต่เป็นการบริหารจัดการความรู้ที่มีด้วยซ้ำไป บางเรื่องยังขาดอยู่  อาจจะต้องไปทำวิจัยเพิ่มเติม แต่ถึงไม่ไปทำเพิ่มเติม ความรู้ที่มีอยู่ตอนนี้ถ้าเอามาจัดเรียง เอามาปรับปรุงกันนิดหน่อยเราก็สามารถนำมาประยุกต์เพื่อจัดการกับผลประโยชน์ทางทะเลได้  เราก็พยายามจะทำงานตามที่เราได้เสนอไป ไม่ว่าจะเป็นการประสานงาน การหาความรู้เพิ่มเติม หรือการทำงานข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย การสร้างจิตสำนึกต่างๆ เราต้องสร้างให้เกิดความตระหนักในทุกวงการ
บทบาทเกี่ยวกับการจัดการคนมีน้อย คนที่อยู่ในพื้นที่ เช่นชาวประมงชายฝั่งอยู่ใกล้ทรัพยากรมากที่สุดแต่บางที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าถึงทรัพยากร มีส่วนร่วมเกี่ยวกับการตัดสินใจน้อยมาก ผมมองว่าตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่เราต้องเสริม ดังนั้นเราไม่ได้ทำงานในเชิงวิชาการอย่างเดียวและไม่ได้ทำงานให้ภาครัฐอย่างเดียว เราพยายามจะเชื่อมต่อชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ เพราะคิดว่า มันต้องสมดุลกันให้ได้ ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการ จะมี ลักษณะของจดหมายข่าว ลักษณะของงานวิจัย ลักษณะของข้อเสนอแนะเชิงวิเคราะห์  ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายออกมาเป็นระยะๆ คือจะทำให้เป็นสาธารณะให้ได้

คือเราสามารถใช้อนุกรรมการชุดนี้เพื่อการประเมิน ว่าโครงการไปถึงไหน  มีผลอย่างไร มีอะไรที่ขาดอยู่  เราทำทั้งวิจัย โดยใช้ส่วนของสกว.  เพื่อเอาคำตอบมาโดยไว เราสามรารถใช้การประชาสัมพันธ์ห้เกิดความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้และถ้ามีประเด็นอะไรที่เกี่ยวกับการตัดสินใจหรือข้อเสนอแนะเราก็สามารถใช้ตัวอนุกรรมการซึ่งสามารถต่อเนื่องกับทางด้านนโยบายได้เหมือนกันเพราะอนุกรรมการนี้ตั้งมาโดยมติครม. ถ้าเรามองในภาพรวมกันก็สะท้อนให้เห็นว่ามีความคล่องตัว  เราทำงานไม่ได้มีอำนาจแต่จะมีลักษณะเป็นหน่วยประมวลความรู้มากกว่า เป็นเชิงของการคิดให้ข้อคิดเห็น”


                  ต้องนับว่าเป็นจุดเริ่มที่ดีในการพัฒนาไปสู่จุดต่อไปสำหรับการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน นอกจากงานวิจัยโครงการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเล ที่ได้รับรางวัลดีเด่นจากสกว.แล้ว ยังมีงานวิจัยหลายๆชิ้นของรศ.ดร. เผดิมศักดิ์ อาจารยพันธุ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศ  เกษตรกร และ วงการการศึกษา ผลงานวิจัยอีกชิ้นที่กำลังได้รับความสนใจคือ“ระบบการทำฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเขตร้อนบนบกในระบบน้ำหมุนเวียนแบบกึ่งปิด”   งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ อาจารยพันธุ์ ใช้เวลาร่วม 10 กว่าปีในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในระบบกึ่งปิด


                “เมื่อกี๊เราพูดถึงเรื่องการบริหารการจัดการซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่มากพอมาพูดถึงเรื่องของหอยเป๋าฮื้อภาพมันจะเป็นเรื่องแค่ sector เดียว  เวลาผมมองในเรื่องเป๋าฮื้อไม่ได้มองเป็นระบบเกษตรรายเดี่ยว แต่เราไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าปัจจุบันนี้เราเน้นการเพิ่มผลผลิต ทางทะเลจากการเพาะเลี้ยง  ประมงในการจับยังต้องมีอยู่แต่มันเพิ่มไม่ได้มากละในขณะที่คนก็บริโภคมากขึ้น ดังนั้นการเพาะเลี้ยงนี้จำเป็นต้องมี เป็นระบบที่มีการเติบโตสูงที่สุดเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนเพิ่มไม่มาก  การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นการการันตีเรื่องอาหารของมนุษย์เพราะฉะนั้นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจอย่างเดียวแล้วแต่เป็นการสร้างเพื่อคนในมีกินในอนาคต
การเพาะเลี้ยงเป็นภาคหนึ่งของการเกษตร การเกษตรนี้ยิ่งทำยิ่งจนแสดงว่าต้องมีอะไรผิดปรกติเกี่ยวกับการเกษตร อย่างหนึ่งคือบ้านเราอาศัยธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ และใช้พื้นที่กว้าง เมื่อผลผลิตขึ้นกับธรรมชาติมากเราก็ไม่สามารถจะคุม ปริมาณการผลิตได้ ช่วงไหนผลิตน้อยราคาสูงแต่เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ ช่วงไหนผลิตเยอะ ราคาก็ถูกเกษตรกรก็ไม่ได้ประโยชน์อยู่ดี เกษตรมุ่งแต่เรื่องของการผลิตอย่างเดียว การเกษตรไม่ได้อยู่ที่การผลิตแต่ต้องมีความสามารถเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเกี่ยวกับการเกษตรได้ในระดับหนึ่ง”


 



ฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ
ภาพจาก http://naffi.trf.or.th


 


รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์      มองการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในลักษณะของโมเดลการเกษตรที่สามารถดัดแปลงไปใช้กับการเกษตรตัวอื่นได้ โดยเน้นไปที่การพึ่งพาตนเองของเกษตรกรมากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียวของการเกษตรยุคเก่า ซึ่งในปัจจุบันนี้โครงการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในระบบกึ่งปิดก็ยังก็ยังคงมีการดำเนินการอยู่


               “เวลาผมมองเป๋าฮื้อนี้ผมมองเป็นโมเดลอันหนึ่งว่าเราสามารถจะทำได้ไหมในพื้นที่ เท่าๆกันเนี่ย เราสามารถทำการเกษตรโดยเอาความรู้เอาความตั้งใจเข้าไปเสริมบวกกับความสามารถ ประสบการณ์ของเกษตรกร มีโมเดลอะไรบ้างที่เกษตรกรสามารถจะควบคุมชีวิตของตัวเองได้ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้การเกษตรใช้พื้นที่เยอะ ผลผลิตมากก็ราคาต่ำ  การเกษตรไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณการผลิตอย่างเดียวแต่ต้องมีการจัดการ ดังนั้นก็เลยคิดว่าการผลิตในการเกษตรน่าจะต้องมีโมเดลสักอัน ผมเลยมองที่เป๋าฮื้อ เป๋าฮื้อมีสินค้าที่มีราคาไม่ต่ำคือเราต้องดูด้วยว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้มองตัวมันเองใส่  input เข้าไปเยอะๆเลยเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดไม่ใช่อย่างนั้น ระบบที่เราพูดคือเป็นระบบกึ่งปิด คือระบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการเริ่มธุรกิจแบบไม่ได้ใหญ่ เกินไป มีรายได้พอสมควรและระบบนี้ต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ให้กับชาวบ้าน และการเกษตรทั่วไป
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมไม่เคยมีใครคิด เราไม่เคยคิดเพราะเรามักคิดว่าต้นทุนจากสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ได้มาฟรี น้ำฟรี น้ำทะเลฟรี ทุกอย่างฟรีหมด อากาศฟรี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ยากและในอนาคตยิ่งไม่มีทาง เพราะนี้คือทรัพยากรอันหนึ่งที่มีแต่จะใช้กันมากขึ้น และไม่สามารถเพิ่มได้มากขึ้นและมีแต่ทางที่แย่ลง ดังนั้น เราต้องคิดถึงต้นทุนธรรมชาติด้วย การเพาะเลี้ยงสมัยก่อนใช้น้ำมหาศาลใช้พื้นที่เยอะแยะ แล้วก็ใช้ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองเพราะฉะนั้น เราจึงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาแล้วก็ได้มาเป็นระบบการพัฒนาการเลี้ยงเป้าฮื้อ ซึ่งเกือบจะบอกได้เลยว่าตัวนี้เป็นโมเดล  โมเดลตัวนี้เราคิดว่าเป้าฮื้อกินอะไร เป้าฮื้อต้องการอะไร เราคิดทั้งระบบการผลิตเอง ระบบการมาซึ่งอาหารของเป๋าฮื้อ จริงๆแล้วเป็นโมเดลของการบริหารการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืนและอย่างเหมาะสม อย่างชาญลาดและอย่างใช้ความรู้ 



เป๋าฮื้อมูลค่าสูงใช้พื้นที่ไม่มากมูลค่าต่อพื้นที่สูงอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ คือที่ 1 ไร่มีผลผลิตต่อปีได้ที่ 2 ตันกว่า  input อาจจะสูง แต่พอมาดูกำไรต่อต้นทุนการผลิตแล้วสูงกว่าการผลิตในด้านอื่น”


 



หอยเป๋าฮื้อสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่
ภาพจาก http://naffi.trf.or.th 


 


เหตุที่รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ มองเห็นถึงความสำคัญของการผลิตในทางการเกษตรซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อมนุษย์ในเมื่อเรายังคงต้องกินต้องใช้อาหารก็ต้องย่อมมีความสำคัญอยู่เสมอ โครงการเพาะเลี้ยงหอยเป้าฮื้อในระบบกึ่งปิดมีการเพาะเลี้ยงลูกพันธ์ที่เกาะสีชังเมื่อมีขนาดโตขึ้นก็จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงต่อที่ ฟาร์มเพาะเลี้ยง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี นอกจากนี้แล้วโครงการดังกล่าวยังสามารถสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่เพราะสามารถผลิตสาหร่ายผมนางซึ่งเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับหอยเป้าฮื้อ


                 “ผมเชื่ออย่างหนึ่งนะว่า ถ้าเรายังคิดเกษตรแบบเดิมเราจะมีปัญหาคนจะทำการเกษตรน้อยลงผลสุดท้ายอาจจะต้องไปซื้อสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศ แต่ถ้าเลือกอย่างนั้นก็เอาไม่ได้ว่าอะไรแต่มันก็ต้องมีเงินไปซื้อของเขา  แต่ว่าเราจะเลือกอย่างนั้นก็ควรเป็นที่เราเต็มใจเลือกไม่ใช่ถูกบังคับให้เลือก คนที่สนใจผลิตทางเกษตรก็ยังมีอยู่แต่เขาโดนเบียดไม่ให้มีตัวเลือก ในประเทศไทยมีความเสรี พอสมควรใครอยากทำอะไรก็ควรจะได้ทำอย่างนั้นแต่ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราต้องมีการส่งเสริม ช่วยเหลือเขาในระดับหนึ่งเหมือนกัน เกษตรกรที่อื่นนี้เขาได้รับการดูแล เป็นบุคลากรที่มีรายได้ดีพอสมควรอย่างกรณีของญี่ปุ่นหรืออเมริกา เกษตรกรของเขาได้รับการยอมรับมากกว่าของเรา ของเรานี้ปล่อยเลย  ปล่อยเสร็จก็ถูกคนกลางหรือระบบธุรกิจเกษตรอื่นเข้าครอบงำ เกษตรกรเองกลายเป็นแค่คนงานในภาคการผลิตไปเสริมระบบใหญ่เท่านั้นเองเพราะฉะนั้นมันต้องเปลี่ยน มีรายได้พอสมควร  มันต้องมีความสามารถในการจัดการ Demand - Supply ในระดับหนึ่ง ซึ่งแนวคิดนี้ได้นำมาใช้ในการสร้างระบบนั้น

                 ปัจจุบันระบบนี้ไปอยู่ที่ปัตตานี ซึ่งปัตตานีก็ต้องสร้างระบบต่อเนื่องคือ Supply chain เป๋าฮื้อต้องการสาหร่าย สาหร่ายที่เป็นสาหร่ายที่ดี จะมีอยู่ที่อ่าวปัตตานียังนี้เป็นต้น เมื่อเอาเป๋าฮื้อไปลงก็เป็นการสร้างอาชีพของชาวประมงชายฝั่ง  มีการได้ใช้พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่นากุ้งร้างเดิม เพื่อผลิตสาหร่าย แต่สาหร่ายไม่ได้เอาไปใช้โดยตรงนะ เอาไปใช้โดยตรงก็ได้แต่อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับ Demand - Supply อีก เราเลยนำสาหร่ายมาแปรรูปเป็นอาหารเม็ด  ทุกอย่างเป็นขนาดเล็กหมดนะเป็นรายย่อยกับรายกลางไม่ได้เป็นในรูปแบบของโรงงานขนาดใหญ่ ให้เขาอยู่กันได้  เมื่อมีการใช้สาหร่าย ก็ทำให้คนพื้นบ้านมีรายได้ดีขึ้นด้วย ต่อไปเราจะพัฒนาว่าผลผลิตที่ได้ออกมาจะแปรรูปยังไงบ้าง มีงานวิจัยต่อยอดว่าจะแปรรูปยังไงต่อไปก็จะเป็นการเกษตรที่มีมาตรฐาน และไม่ได้ใช้พื้นที่เยอะ”


                 งานวิจัยที่ผ่านมาของรศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ล้วนแล้วมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และนอกจากจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมการอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลเพื่อเร่งต่อยอดให้โครงการผลผลิตทางทะเลเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว ในปัจจุบันรศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ยังทุ่มเทเวลาในการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตของสัตว์ทะเล โดยอาศัยเทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์ และปรับปรุงพันธ์สัตว์น้ำเป็นหลัก หากงานวิจัยชิ้นสำเร็จเมื่อไหร่เชื่อแน่ว่าคงก่อประโยชน์มากมายแก่วงการศึกษาและภาคการเกษตรของประเทศ เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงงานวิจัยที่ท้าทายและมีความสนใจที่จะทำต่อไปในอนาคต


 



รศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์


 


“เป๋าฮื้อเป็นโจทย์ที่ท้าทายผมมากคือทำยังไงให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้ อย่างง่ายๆเราเริ่มคิดถึงการนำพลังงานธรรมชาติเข้ามาใช้ในฟาร์ม ใช้กังหันลมได้ไหม ลดพลังงานบางส่วนได้ไหม  ทำยังไงให้เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ทำยังไงให้ลดระยะเวลาการผลิตให้น้อยลง เพื่อให้ผลกำไรสูงขึ้น ในอนาคตที่เราต้องไปยืนอยู่ในตลาดโลกการแข่งขันตรงนั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตด้วย ถ้าเรามีตรงนี้ไว้ก่อนเราก็ย่อมจะได้เปรียบเขา



           สิ่งที่ยังสนใจแน่ๆ คือจะจัดการเรื่องของอนุกรรมการทางทะเลจะทำยังไงต่อ แต่งานนี้ทำคนเดียวไม่ได้ต้องร่วมกับหลายฝ่ายและต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ต้องใช้เวลาพอสมควร ที่อยากจะเห็นคือประเทศไทยถึงจะมีนโยบายผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่มันเหมาะสม  ที่เอาทุกส่วนมาพิจารณาร่วมกันและสอดคล้องกัน และจะทำยังไง อันนี้เป็นโจทย์ท้าทายมาก เป๋าฮื้อก็ทำไปเรื่อยๆ แต่คงไม่ได้ทุ่มเหมือนตอนแรกๆ  แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่ยากในการจัดการ  ไปพูดที่ไหนทุกคนก็เห็นด้วยนะว่ามันควรจะมี แต่ ควรจะมีนี้ทุกคนจะเข้าใจไม่ตรงกัน แต่มองใน content ที่ตัวเองมอง เราต้องมองว่าทะเลเป็นของที่เป็นกลางจริงๆ คือต้อง ถอยออกมาแล้วมองเป็นภาพใหญ่ให้ได้ อันนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายมาก เรื่องการจัดการ หาความรู้เพิ่มเติม ความรู้เชิงลึก เชิงกว้าง จะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ยังไง  มันเป็นการยืนบนกระดานโต้คลื่นในหลายมิติมีมากว่า 3 มิติ ไม่ใช่แค่ กว้าง ยาว สูง มีมิติเวลาด้วย แต่ทำยังไงให้มันทรงตัวได้โดยไม่ตีลังกา เรายังไม่พูดถึงมิติจากประเทศเพื่อนบ้านอีก ระดับภูมิภาค ระดับโลก มันเกี่ยวข้องกันหมด มันเป็นปัญหาที่ท้าทาย  อันนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมสนใจ ”


นับได้ว่าเป็นงานวิจัยที่ท้าทายและอาจจะเป็นไปได้ยากในการที่จะใช้ประโยชน์จากทางทะเลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสิ่งเหล่านี้อาจจะต้องเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนในสังคม และจะดีแค่ไหนหากเราได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อรักษาผลประโยชน์จากท้องทะเลไทยให้เป็นของประเทศไทยต่อไป


 
“เมื่อก่อนคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ปัจจุบันเราพยายามจะสร้างสิ่งที่ถูกต้อง ในการจัดการทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องทะเล เราไม่ควรเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง แต่เราควรเอาระบบ หรือ ระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง มนุษย์เราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้เราต้องอาศัย สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมดังนั้นจุดใหญ่นี้ เราอาจจะต้องมารื้อฟื้นแนวคิดตะวันออก คือจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไร มากกว่าที่จะเอาชนะและครอบครอง”


 เป็นข้อคิดทิ้งท้ายที่ รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิจัยดีเด่นจาก สกว.ได้ชี้ให้เราเห็นถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ธรรมชาติอาจจะสร้างสรรค์ความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นโลกใบนี้อย่างมากมาย หากเพียงแต่มนุษย์รู้จักใช้ รู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเหมาะสม และหากมนุษย์เรารู้จักเอื้อเฟื้อแก่ธรรมชาติแน่นอนว่า ธรรมชาติก็ย่อมเอื้อเฟื้อต่อเราเช่นกัน


 วิชาการดอทคอมขอขอบพระคุณ รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ที่สละเวลาในการพูดคุยกัน