จาก "ลออ ไกรฤกษ์ " สู่เจ้าพระยามหิธร



เจ้าพระยามหิธรมีชื่อเดิมว่า " ลออ " เกิดในสกุล " ไกรฤกษ์ " ซึ่งมีลูกหลานสืบเชื้อสายกันมาจนถึงทุกวันนี้

สมัยโน้น ชื่อของคนไทยเป็นชื่อที่ไม่จำกัดเพศ ไม่เหมือนปัจจุบัน สมัยนี้ไม่มีนางสาวคนไหนชื่อ ทักษิณ หรือผู้ชายคนไหนชื่อนายดาวพระศุกร์ ผิดกับสมัยก่อน ไม่ว่าชื่ออะไรผู้ชายผู้หญิงก็ใช้เหมือนกันได้ เพราะถ้าเช่นนั้นผู้ชายชื่อเดือน ชื่อดาว หรือลออ ถือเป็นเรื่องปกติ ผู้หญิงชื่อแม่โชติ ก็ไม่ประหลาด

เด็กชายลออเกิดมาในตระกูลขุนนางไทย แบบเดียวกับตระกูลผู้ดีไทยอีกมากที่เริ่มต้นจากคนจีนแล้วกลืนเข้าเป็นคนไทยอย่างสนิท แทบไม่เหลือขนบธรรมเนียมการดำเนินชีวิตแบบจีน เหลือก็แต่ความทรงจำว่าบรรพบุรุษของตนมาจากแผ่นดินใหญ่

ต้นตระกูลไกรฤกษ์ที่เดินทางจากจีนมาตั้งถิ่นฐานในสยามสมัยปลายอยุธยา มีชื่อตัวว่าอะไรไม่ทราบ รู้แต่ว่าแซ่หลิม คำว่า”หลิม” เป็นสำเนียงจีนฮกเกี้ยน ท่านหลิมคงจะเข้ามาตัวคนเดียวและได้ภรรยาชาวอยุธยาแบบหนุ่มจีนโดยมาก ลูกชาย ๒ คนที่เกิดในอยุธยาจึงมีชื่อไทยว่า " เริก " และ " อิน" ท่านหลิมถึงแก่กรรมตอนไหนไม่ปรากฏ แต่ว่าลูกชายสองคนหนีรอดข้าศึกตอนเสียงกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองไปได้ จนถึงสมัยสถาปนากรุงธนบุรี นายเริกและนายอินก็ได้สมัครเข้ารับราชการกับพระเจ้าตากสินกันทั้งสองคน

เจ้าพระยามหิธรสืบเชื้อสายโดยตรงจากนายเริก บุตรชายคนโตของท่านหลิม ปรากฏในคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า พระเจ้าตากสินผู้เป็นเชื้อจีนเช่นกัน ทรงรับนายเริก เข้าเป็นขุนท่องสื่ออักษร เสมียนตรากรมท่าซ้าย มีหน้าที่เป็นล่ามจีนในคณะทูตไทยที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ปักกิ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๔ การเดินทางเรือสมัยนั้นกว่าจะโต้คลื่นไปขึ้นทางใต้ของจีน และขึ้นบกระหกระเหิน เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่ง กินเวลายาวนานขนาดไปปีนี้ กลับเอาปีหน้า ดังนั้นกว่าคณะทูตจะกลับมา ก็สิ้นสุดรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีไปแล้ว ขึ้นรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

การผลัดแผ่นดินใหม่ไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนต่อขุนนางหนุ่มอย่างขุนท่องสื่อ เช่นเดียวกับขุนนางอื่นโดยมากที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจลาจลสมัยปลายกรุงธนบุรี เมื่อผลัดแผ่นดินขุนนางเหล่านี้ก็ทำงานไปตามปกติ แยกย้ายกันสังกัดวังหน้าบ้างวังหลวงบ้าง

ขุนท่องสื่อเริกก็ได้เข้ารับราชการสังกัดวังหน้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท แล้วเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับจนเป็นถึงเสนาบดีคลัง หนึ่งในจตุสดมภ์วังหน้า มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไกรโกษา

บ้านเดิมของพระยาไกรโกษา อยู่ที่ตรอกพระยาไกรในสำเพ็ง ก่อนหน้านี้ ตอนปลายรัชสมัยธนบุรีท่านคงอยู่ในละแวกชุมชนคนจีน ฟากบางกอกตรงส่วนที่เป็นพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงย้ายเมืองหลวงข้ามแม่น้ำมาตั้งทางฝ่ายบางกอก ก็โปรดเกล้าฯให้ย้ายชุมชนคนจีนเดิมจากที่นั้นไปหาที่อยู่ใหม่จากคลองใต้วัดสามปลื้มจนถึงคลองเหนือวัดสำเพ็ง พระยาไกรโกษาจึงย้ายบ้านไปอยู่ที่สำเพ็ง จนถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลที่ ๒

พระยาไกรโกษา มีบุตรกับภรรยาเอกชื่อคุณหญิงจุ้ย ๓ คน มีบุตรกับภรรยาน้อยอีกหลายคน แต่ขอข้ามไปเพราะไม่ใช่สายเจ้าพระยามหิธร จึงขอพูดถึงเพียงคนเดียวคือบุตรชายคนเล็กของคุณหญิงจุ้ยชื่อนายสุด

นายสุดเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก ได้เป็นหัวหน้ามหาดเล็กตำแหน่งหลวงเดชนายเวร สมัยโน้นการเป็นมหาดเล็กไม่ใช่เป็นกันง่ายๆ ต้องคัดเลือกจากลูกผู้ดีมีตระกูล นอกจากนี้ต้องหน้าตาดีกิริยามารยาทเรียบร้อยรู้ธรรมเนียมประเพณีไทย และเป็นคนเฉลียวฉลาดฝึกงานได้คล่อง หัวไว เรียนรู้เร็ว เพราะอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ให้ทรงใช้สอย เป็นโอกาสให้ได้รับตำแหน่งสำคัญๆในอนาคตได้ง่าย

เมื่อมาถึงยุคนี้คงจะเห็นว่า เมื่อถึงชั่วคนที่สาม หลานปู่ของท่านหลิม ก็ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นลูกผู้ดีมีตระกูลของไทย อย่างสนิทแล้ว ไม่ได้มีใครเห็นว่าเป็นคนจีนอีก

เรื่องราวของหลวงเดช กล่าวไว้ในประวัติของตระกูลไกรฤกษ์เพียงสั้นๆว่าท่านมีบุตร ๔ คน หนึ่งในจำนวนนี้เป็นชายชื่อโมรา

นายโมราเกิดในรัชกาลที่ ๓ แต่กว่าจะโตเป็นหนุ่มอายุ ๑๗ เข้ารับราชการได้ก็ถึงรัชกาลที่ ๔ ตำแหน่งแรกของท่านคือประจำกรมตำรวจหลวงวังหน้า ตามบรรพบุรุษที่เป็นเสนาบดีวังหน้ามาก่อน แล้วเลื่อนขึ้นจนได้เป็นพระยาบริรักษ์ราชา เจ้ากรมพระตำรวจวังหน้า เมื่อออกจากราชการประจำแล้วจึงเปลี่ยนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาเพ็ชรรัตน์

พระยาเพ็ชรรัตน์คือบิดาของเจ้าพระยามหิธร


****************

ขอเริ่มประเด็นใหม่ คือระบบศาลยุติธรรมของไทย

สมัยโบราณนั้น ตั้งแต่อยุธยามาจนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ หรือแม้แต่สมัยต้นรัชกาลที่ ๕ เอง ไทยก็ยังยึดถือระบบตุลาการแบบโบราณอยู่ ไม่มีกระทรวงยุติธรรมอย่างสมัยนี้ แม้แต่ศาลที่เป็นศาลล้วนๆ อย่างเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มี

สมัยโน้น ราชการฝ่ายบริหารและตุลาการไม่ได้แยกจากกัน เพราะถือว่าการชำระความโดยเฉพาะความอาญาเป็นเรื่องการใช้อำนาจปกครองเพื่อปราบปรามและลงโทษผู้กระทำผิด ดังนั้นกรมไหนๆก็มีหน้าที่ชำระความของตัวเองได้ ข้าราชการสังกัดกรมนั้นก็อาจได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตุลาการชำระความในกรมของตัวเองได้เช่นกัน หน้าที่ตุลาการสมัยโน้นคือสอบสวนซักถามพิจารณาหาข้อเท็จจริง ส่วนข้อกฎหมายเป็นหน้าที่ของลูกขุนและผู้ปรับก็คือผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยจะรู้กัน รู้แล้วก็รู้สึกว่าตลก คือข้าราชการหรือขุนนางสมัยโน้น แม้ว่ามีหน้ามีตา แต่ไม่ค่อยจะมีสตางค์ เพราะระบบราชการไม่มีเงินเดือนให้ มีแต่เบี้ยหวัดซึ่งจ่ายปีละครั้งสองครั้ง บางทีก็ไม่จ่ายเป็นเงิน แต่จ่ายเป็นผ้าลายบ้าง ทองคำบ้าง แล้วแต่ท้องพระคลังจะมีให้มากน้อยแค่ไหน สมัยรัชกาลที่ ๒ พบกันว่าท้องพระคลังหาเงินไม่ค่อยได้ ต้องติดเบี้ยหวัดขุนนาง ไปจ่ายเป็นผ้าลายแทนก็มี จนถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงคิดระบบเจ้าภาษีขึ้นมาเป็นรายได้เป็นกอบเป็นกำเข้าสู่พระคลังหลวง จึงค่อยมีเงินทองขึ้นมามากหน่อย



ในเมื่อขุนนางไม่มีสตางค์ แต่มีลูกเมียบริวารต้องเลี้ยงกันมากมายในแต่ละบ้าน ก็มักจะไปร้องเรียนขอความเห็นใจจากเจ้ากรม เจ้ากรมก็หาทางหางานพิเศษให้ลูกน้อง โดยมอบความแพ่งหรืออาญา ให้ขุนนางผู้นั้นเอาไปเป็นตุลาการชำระความที่บ้าน เป็นรายได้พิเศษ เพราะการชำระความไม่ได้กินเวลาแค่ครั้งเดียวจบ แต่ว่าต้องสืบสวนสอบสวนทวนพยานกันนานเป็นปี คู่ความทั้งโจทก์และจำเลยตลอดจนพยาน ก็ต้องอพยพกันมาปลูกกระท่อม นอนค้างอ้างแรมในบริเวณบ้านตุลาการ ต้องหาข้าวปลาอาหารของใช้มาส่งเสียตัวเอง และเพื่อจะเอาใจตุลาการให้ชำระความเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ก็ต้องเผื่อแผ่ของกินของใช้ให้ตุลาการด้วย ตุลาการก็ค่อยคลายความฝืดเคืองลงได้ จนกว่าจะชำระความเสร็จซึ่งอาจจะกินเวลานานเป็นปี โจทก์จำเลยถึงจะหอบข้าวของ(ถ้ายังมีเหลือ) ออกจากบ้านตุลาการไปได้ ไม่ต้องพบกันอีก ส่วนฝ่ายไหนจะแพ้ความไปติดคุก ฝ่ายไหนชนะความได้กลับบ้าน ก็เป็นอีกเรื่องที่พ้นหน้าที่ตุลาการไปแล้ว

พระยาเพ็ชรรัตน์ในฐานะเจ้ากรม นอกจากจะแบ่งคดีให้ข้าราชการรองๆลงไปช่วยชำระความ ท่านก็ชำระความของท่านเป็นรายได้พิเศษประจำตัวเองด้วย พอเลี้ยงครอบครัวกันไปได้ไม่ลำบาก

อ่านมาถึงตอนนี้อาจจะมีคนเอะอะโวยวายด้วยความสงสัยว่า ระบบนี้เปิดช่องทางให้ลำเอียงกันได้ ฝ่ายไหนประเคนเงินทองข้าวของอาหารการกินให้มากกว่า ตุลาการก็ต้องลำเอียงเข้าข้างคนนั้นเป็นธรรมดา แล้วจะเอาความยุติธรรมมาจากไหน สุนทรภู่ก็เป็นคนหนึ่งที่โวยวายขึ้นมาแบบนี้ หาอ่านได้ในกาพย์พระไชยสุริยาตอนหนึ่ง ที่บรรยายเมืองสาวัตถี ว่า



             คดีที่มีคู่                          คือไก่หมูเจ้าสุภา
ใครเอาข้าวปลามา ให้สุภาก็ว่าดี
ที่แพ้ แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา


สุภา ก็คือตุลาการ เป็นคำเหน็บแนมของสุนทรภู่โดยยกเมืองสาวัตถี ใน กาพย์พระไชยสุริยา เป็นแบบอย่างของความชั่วในเมือง ซึ่งในบรรดาความเลวทรามต่างๆนั้น มีการกินสินบาทคาดสินบนรวมเข้าไปด้วยอีกอย่างหนึ่ง

ในความเป็นจริง ระบบชำระความแบบนี้ ทำกันต่อมาจนกระทั่งมีการตั้งศาลในระบบสากลขึ้น ตอนปลายรัชกาลที่ ๕ ถ้ามีผู้ถามว่า โจทก์จำเลยที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจะหันไปฟ้องร้องกับใครได้ สำหรับข้อนี้ก็มีคำตอบให้เหมือนกัน

ข้อลำบากของตุลาการอยู่ที่ว่าเมื่อตัดสินความออกมาว่าใครผิดใครไม่ผิด โจทก์กับจำเลยยอมรับได้ก็หมดเรื่องไป แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ เขาก็สามารถอุทธรณ์ได้ แต่การอุทธรณ์สมัยนั้นผิดกับสมัยนี้ สมัยนี้จะอุทธรณ์ว่าคำตัดสินนั้นไม่ถูกต้องตรงไหนและแย้งได้อย่างไรบ้าง แต่สมัยนั้น เวลาอุทธรณ์ เขาจะอุทธรณ์ว่าตุลาการตัดสินไม่ยุติธรรม เข้าข้างอีกฝ่ายหรือรับสินบน แล้วจึงยื่นคำร้องให้ตุลาการชั้นสูงขึ้นไปพิจารณา

พอถึงตอนนี้ ตุลาการชั้นต้นก็กลายมาเป็นจำเลย มีหน้าที่ต้องแก้คำอุทธรณ์โดยชี้แจงให้ได้ว่าตัวเองตัดสินไปนั้นเที่ยงธรรมดีแล้ว ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างใครหรือว่ารับสินบนใคร ไม่อย่างนั้นถ้าระดับบนเอาเรื่องตัวเองก็ลำบากเหมือนกัน

ทางออกของตุลาการชั้นต้น เผื่อเกิดเรื่องเจอโจทก์จำเลยหัวหมอต่อสู้ไม่ยอมแพ้ขึ้นมา แม้ว่าการตัดสินนั้นอาจจะถูกต้องแล้วก็ตาม ก็จะต้องไม่ประมาทในการรับมือ ก็คือทำความคุ้นเคยฝากเนื้อฝากตัว ทำตัวเป็นผู้น้อยที่ดีต่อตุลาการชั้นผู้ใหญ่เอาไว้เสียตั้งแต่แรก เพื่อจะได้เกิดความเมตตา หรือช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้เวลาถูกโจทก์จำเลยเล่นงานเอา

พระยาเพ็ชรรัตน์เองก็ไม่ประมาทที่จะฝากเนื้อฝากตัวให้ผู้ใหญ่เหนือขึ้นไปกว่าให้เมตตาปรานี ท่านมีตุลาการชั้นสูงเป็นมิตรที่ดีอยู่หลายคน หนึ่งในจำนวนนั้นคือพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนศิริธัชสังกาศ(ต้นราชสกุล ศรีธวัช ณ อยุธยา)อธิบดีศาลฎีกา ซึ่งต่อมาก็ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในชีวิตของเจ้าพระยามหิธร

ลูกชายของพระยาเพ็ชรรัตน์ ทั้ง ๓ คน ต่างคุ้นเคยกับการชำระความของบิดามาตั้งแต่เล็ก โตขึ้นจึงใฝ่ใจที่จะเป็นตุลาการกันทั้งหมด หนึ่งในจำนวนนั้นคือเจ้าพระยามหิธร

เจ้าพระยามหิธรหรือเด็กชายลออ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของพระยาเพ็ชรรัตน์ เกิดจากภรรยาคนที่ ๓ ชื่อท่านตาล บ้านเกิดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลตึกแดง หลังวัดอนงคาราม ซึ่งเป็นบ้านมรดกตกทอดจากหลวงเดชนายเวรคุณปู่ของท่าน คุณป้าของเจ้าพระยามหิธรคือคุณหญิงจับ ภรรยาพระยามหาอำมาตย์ตั้งชื่อให้หลานชายว่า ลออ

ช่วงชีวิตของเด็กชายลออ

เด็กชายลออเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ สมัยนั้นเป็นโรงเรียนที่รับแต่เฉพาะเจ้านายและบุตรข้าราชการเท่านั้น

หลักสูตรการเรียนสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ เป็นหลักสูตรง่ายไม่ซับซ้อนอย่างสมัยนี้ ไม่ได้แบ่งเป็นชั้นประถมมัธยม แต่เรียกว่า"ประโยค" มีแค่ประโยค ๑ และประโยค ๒

ประโยค ๑ เรียนอ่านเขียนและเลข เป็นความรู้ทั่วไป เพื่อจะอ่านออกเขียนได้และรู้จักบวกลบคูณหาร เรียนจบก็สอบไล่ประโยค ๑ พอสอบไล่ได้แล้ว ความรู้แค่นี้ก็ถือว่ามากพอใช้ ใครจะลาออกก็ได้ ไม่จำเป็น ต้องเรียนต่อ หรือบางคนก็ไปเรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาเฉพาะทาง แต่ถ้าอยากเรียนต่อก็เรียนประโยค ๒ ต่อไป

ประโยค ๒ เป็นวิชาทำงานออฟฟิศ มีวิชาเรียงความ ย่อความ แต่งจดหมาย เขียนตามคำบอก และเลข(ระดับสูงกว่าประโยค ๑) กับหัดแต่งโคลงกลอนบ้าง ถือว่ากวีนิพนธ์เป็นความรู้ชั้นสูงของคนไทย

เด็กชายลออเรียนอยู่ ๖ ปีก็จบทั้งสองประโยค ในตอนนั้นกลายเป็นนายลออ ชายหนุ่มอายุ ๑๗ ปี พระยาเพ็ชรรัตน์นำไปฝากพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนศิริธัชสังกาศ อธิบดีศาลฎีกา เสด็จในกรมฯ ก็ทรงรับเข้าทำงานเป็นเสมียนตรีเงินเดือน ๑๖ บาท ประจำศาลฎีกา ซึ่งในตอนนั้นตั้งอยู่ที่ประตูต้นสนในพระบรมมหาราชวัง

แต่ภายในปีเดียว นายลออทำงานเป็นที่พอใจของเจ้านาย จึงได้เลื่อนเงินเดือนถึง ๔ ครั้ง รับเงินเดือนเพิ่มถึง ๓๐ บาท ๓๐ บาทในยุคนั้น มูลค่าอาจจะมากกว่าสามหมื่นบาทในสมัยนี้เสียอีก

ศาลฎีกาสมัยกรมขุนศิริธัชฯ ไม่ได้มีหน้าที่อย่างศาลฎีกาสมัยนี้ แต่มีหน้าที่ตรวจฎีกาหรือคำร้องทุกข์ของราษฎร และทำความเห็นประกอบขึ้นไปเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย พูดอีกนัยหนึ่ง คือแทนที่จะเรียกว่าศาลฎีกา ควรเรียกว่า "กรมตรวจคำร้องทุกข์" จะถูกต้องกว่า เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระเจ้าอยู่หัว เพราะกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ตั้งขึ้นในราชอาณาจักรสยาม


ตอนที่นายลออเข้าทำงาน วิชาที่เรียนมาถือว่าเป็นวิชาชั้นสูงหายาก เรียนจบได้ถือว่าเก่ง ผู้ใหญ่พอใจใช้สอยว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ คล่องแคล่วรอบรู้การทำงานออฟฟิศเป็นอย่างดี เมื่อตั้งกระทรวงยุติธรรม กรมขุนศิริธัชฯ ทรงย้ายไปเป็นราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกา นายลออก็ได้ย้ายตามเจ้านายไปอยู่กรมราชเลขานุการด้วย

ที่ทำงานใหม่นี้เองเป็นเหตุให้นายลออมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดจนพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เล็กๆได้บ่อยมาก เพราะว่ากรมหรือที่เรียกว่า ‘ออฟฟิศหลวง’ ตั้งอยู่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้านตะวันตกอันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น พระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงมาทำงานที่ออฟฟิศหลวงอยู่เนืองๆ พระราชโอรสธิดาพระองค์เล็กๆก็เสด็จมาเที่ยวที่ออฟฟิศ ทรงเล่นหัวกับข้าราชการในออฟฟิศอย่างเป็นกันเอง

ออฟฟิศนี้ถือเป็นที่สั่งราชการของพระเจ้าแผ่นดิน แม้นอกเวลาราชการก็ต้องมีข้าราชการเปลี่ยนเวรกันมาอยู่ เรียกได้ว่าไม่ปิดเลยตลอด ๒๔ ชั่วโมง


ในวิฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เมื่อฝรั่งเศสเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย นายลออเป็นเสมียนโท ได้มีโอกาสรู้เห็นบรรยากาศตึงเครียดติดต่อกันหลายวันหลายคืนในพระบรมมหาราชวัง

มีเกร็ดเล็กๆน่าขำที่นายลออจำได้ก็คือ ตอนเกิดเรื่องที่เรือรบฝรั่งเศสรุกล้ำอ่าวไทย เข้ามาจอดลอยลำถึงหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ผู้บัญชาการทหารเรือไทยในตอนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์คที่ไทยจ้างมาฝึกทหารเรือ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาชลยุทธโยธี ท่านได้รับรายงานเรื่องนี้ก็เดือดดาลมาก ถือว่านอกจากฝรั่งเศสดูถูกคนไทยแล้วยังเป็นการสบประมาทถึงเดนมาร์คด้วย

พระยาชลยุทธโยธีก็ไม่รอช้าถือว่าถึงขั้นรบกันก็ต้องรบ ออกคำสั่งให้ติดไฟเรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งเป็นเรือรบที่มีอานุภาพมากที่สุดของไทยในตอนนั้น เตรียมพร้อมรบเต็มกระบวนศึก แล้วท่านก็แต่งเครื่องรบเต็มที่รีบลงเรือกรรเชียงจากฝั่งไปขึ้นเรือกลางแม่น้ำเพื่อจะบัญชาการรบ พอถึงเรือมหาจักรี พระยาชลยุทธโยธีใจร้อนเผ่นจากเรือกรรเชียงขึ้นบันไดเรือรบ บังเอิญคืนนั้นมืดมากมองอะไรไม่เห็น ท่านก็เลยพลาดบันไดเรือหล่นตูมลงในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งชุดเครื่องรบ ทำให้ทหารเรือไทยต้องโดดน้ำตามลงไปช่วยผู้บัญชาการกันจ้าละหวั่น ฉุดเอาตัวขึ้นมาได้ การตกน้ำแทนที่จะทำให้พระยาชลยุทธโยธีใจเย็นลง กลับทำให้โกรธมากขึ้น

เคราะห์ดีก่อนเรือมหาจักรีจะออกไปยิงกับฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยราชา(โรแลง ยัคมินส์) ผู้เชี่ยวชาญชาวเบลเยี่ยมซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่รึกษาราชการแผ่นดิน ได้รับรายงานเข้าเสียก่อน เห็นว่าถ้าถึงยิงกันจะเกิดเรื่องลุกลามใหญ่โต จึงรีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้มีพระบรมราชโองการห้าม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงห้ามเสียทัน พระยาชลยุทธโยธีจึงไม่ได้รบกับฝรั่งเศส



อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในช่วงนั้นไม่มีใครขำออกเลย เพราะมีแต่ความตึงเครียดไปทั้งเมืองตั้งแต่พระบรมมหาราชวังถึงชาวบ้านร้านถิ่น

ภายในพระบรมมหาราชวัง มีการลากปืนใหญ่เข้าประจำที่ หัดทหารกันทั้งวันทั้งคืน และเกณฑ์ทหารใหม่เข้าเพิ่มเผื่อรับมือ พระเจ้าอยู่หัวและเสนาบดีเข้าประชุมกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีใครกลับบ้าน ออฟฟิศหลวงเปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง ข้าราชการประจำรวมทั้งนายลออต้องมาประจำหน้าที่ไม่ได้กลับบ้านติดต่อกันหลายวัน กินนอนกันอยู่ในออฟฟิศนั่นเอง

พอตกกลางคืน เจ้านายสำคัญๆและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่มาปรึกษางานกันเคร่งเครียดตลอดวัน ก็เอาที่นอนหมอนมุ้งไปปูนอนกันตามระเบียงพระที่นั่งจักรี ตอนดึกๆ พระเจ้าอยู่หัวบรรทมไม่หลับ เสด็จออกมา เจ้านายและเสนาบดีก็ลุกจากมุ้งไปเข้าเฝ้า ประชุมกันต่อไม่เป็นอันหลับนอนจนเช้า ส่วนเจ้านายฝ่ายในตลอดจนบรรดานางข้าหลวงทั้งหลาย ออกมาประชุมปะปนกับผู้ชายไม่ได้ก็จริง แต่ก็รวบรวมข้าวของและเงินทอง เตรียมพร้อมทูลเกล้าฯถวายเพื่อเป็นค่าซื้อปืนสู้กับฝรั่งเศส

ในเหตุการณ์นี้เองที่ได้มีการดำริตั้งสภาอุณาโลมแดงขึ้น ซึ่งต่อมาคือสภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินี(หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)ทรงเป็นนายกสภา เพื่อจะได้ช่วยรักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม

ทางฝ่ายราษฎรในเมืองหลวงก็ไม่ประมาท พวกผู้หญิงพากันคั่วข้าวตากทำเป็นเสบียง เตรียมตัวพร้อมจะอุ้มลูกจูงหลานหลบหนีเข้าป่า เผื่อข้าศึกบุกเข้ามาถึงเมือง ส่วนผู้ชายก็คึกคักพร้อมรบ ไม่กลัวฝรั่งเศส นัดยกพวกแห่กันไปริมแม่น้ำใกล้เรือรบ ด่าว่าท้าทายต่างๆจนฝรั่งเศสไม่กล้าลงจากเรือรบ ยันกันอยู่อย่างนั้น



ในที่สุดก็อย่างที่ทราบกันคือไทยกับฝรั่งเศสตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี แต่ไทยต้องเสียค่าปรับอย่างมหาศาล ต้องสละดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส เรียกได้ว่าฝรั่งเศสได้เปรียบ แต่ไทยก็จำต้องสละส่วนน้อยไว้เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ให้คงอยู่

ปีต่อมา เจ้าพระยามหิธรได้เลื่อนขึ้นเป็นเสมียนเอกเงินเดือน ๔๐ บาท มีอายุครบปีบวชคือ ๒๐ ปี หลังสึกออกมาแล้วก็ได้สมรสกับนางสาวกลีบ บางยี่ขัน ธิดาหมื่นนราอักษร ท่านใช้ครองคู่กันต่อมา จนบั้นปลายชีวิต คุณนายกลีบได้เป็นท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร

กฎหมายไทยในสมัยแรกๆ

ระบบตุลาการอย่างที่เล่าในตอนแรก ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อถึงการพัฒนาประเทศเป็นการใหญ่ เพื่อการอยู่รอดจากมหาอำนาจล่าอาณานิคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรับปรุงระบบศาลเสียใหม่ จัดระเบียบการบริหารในรูปของกระทรวงยุติธรรม

กระทรวงยุติธรรมตามแบบแผนในปัจจุบัน ตั้งขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ตึงเครียดนี้แล้ว ตั้งแต่ ร.ศ. ๑๑๐ เสนาบดีพระองค์แรกคือพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ (ต้นราชสกุล สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา)


กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ทรงเป็นเจ้านายไทยพระองค์แรกๆที่ได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ทรงศึกษาด้านกฎหมายจากเบลเลียลคอลเลจในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในระยะสองสามปีแรก กระทรวงยุติธรรมอยู่ในระยะการจัดแต่งปรับปรุงกิจการศาลแบบเก่า ให้มาเข้าระบบใหม่ อะไรต่อมิอะไรยังไม่ลงตัวนัก กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ทรงอยู่ในตำแหน่งได้ ๒ ปี ก็ถวายบังคมลาออกเพื่อไปราชการในยุโรป

เจ้านายพระองค์ต่อมาที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีคือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร (ต้นราชสกุล คัคณางค์ ณ อยุธยา) แต่ก็ประชวรบ่อยๆจนต้องถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งไปอีกองค์เมื่อ ร.ศ. ๑๑๕

ต่อจากนั้น เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมพระองค์ที่ ๓ ก็คือพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาทางกฎหมายจาก Christ Church College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หรือต่อมา เราก็รู้จักกันในนาม"พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ยังมี "วันระพี" ให้นักกฎหมายรุ่นหลังได้แสดงคารวะกันมาจนทุกวันนี้


พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสรุ่นใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และเป็นรุ่นแรกๆที่ได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ และจบจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเป็นพระองค์แรก ทรงได้ชื่อว่ามีสติปัญญาปราดเปรื่อง เฉลียวฉลาดเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้รับตำแหน่งเสนาบดีเมื่อพระชนมายุ เพียง ๒๒ เท่านั้นเอง

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเสกสมรสกับพระองค์เจ้าอรพัทธประไพ พระธิดาในพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระจักรพรรดิพงษ์ นับเป็นคู่บ่าวสาวที่ถือกันว่า เหมาะสมเป็น "กิ่งทองใบหยก" เพราะพระบิดาทางฝ่ายเจ้าสาวก็ไม่ใช่ใครอื่น คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ เป็นพระราชอนุชาร่วมพระชนกชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

น่าเสียดายว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระชนม์ไม่ยืนยาวนัก แค่ ๔๗ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ ในรัชกาลที่ ๖



ส่วนเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเสมียนเอกแห่งกรมราชเลขานุการ ให้กลายเป็นเนติบัณฑิตไทยหมายเลข ๑ เกิดขึ้นดังนี้

ในระหว่างที่นายลออเป็นเสมียนเอกอยู่ที่กรมราชเลขานุการ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็เสด็จกลับจากยุโรป ทรงเข้าฝึกหัดราชการที่กรมราชเลขานุการ ในที่นั้น ทรงใช้เวลาศึกษากฎหมายไทยที่มิได้ทรงทราบมาก่อนอย่างขะมักเขม้นเอาจริงเอาจัง ทรงค้นคว้ากฎหมายไทยเก่าๆ และคำพิพากษาต่างๆด้วยพระองค์เอง ทำให้ต้องเสด็จไปที่กรมราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกาเป็นประจำ

นายลออซึ่งคล่องแคล่วรู้งานเป็นอย่างดี ก็ได้ถวายความสะดวกในการค้นคว้าเรื่องต่างๆให้ จนเป็นที่พอพระทัย ประกอบกับต่างฝ่ายต่างมีอายุเท่ากัน พูดจาประสาคนรุ่นใหม่ด้วยกัน เกิดถูกคอกัน ถึงกับทรงชวนไปเป็นราชเลขานุการ นายลออจึงได้ย้ายจากกรมราชเลขาฯ ตามเสด็จไปอยู่กระทรวงยุติธรรม เมื่อร.ศ. ๑๑๖ทำหน้าที่เลขานุการเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เงินเดือน ๘๐ บาท เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี

ในช่วงนั้นเอง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็ทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น ผลิตนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อให้รับกับระบบใหม่ของกระทรวงยุติธรรม

โรงเรียนกฎหมายในระยะแรก อาศัยห้องข้างห้องทำงานเสนาบดีเป็นห้องเลคเชอร์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงสอนเองทุกวันหลังเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ผู้มาช่วยสอนก็คือพระยาประชากิจกรจักร ขุนหลวงพระไกรสี(เปล่ง เวภาระ)คนไทยคนแรกที่จบเนติบัณฑิตจากอังกฤษ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์

ส่วนนักเรียนก็คือผู้สนใจกฎหมายและผู้พิพากษาตามหัวเมือง บางคนก็เป็นถึงอธิบดีผู้พิพากษามณฑลอย่างพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์และพระยาภักดีราช

ต่อมาห้องชักจะคับแคบเพราะเรียนกันมากขึ้นเป็น ๑๐๐ กว่าคน ก็ย้ายไปที่ตึกสัสดีหลังกลาง หรือที่ทำการบัณฑิตยสภาในระยะหลังจากนั้น

กฎหมายอาญา ใช้กฎหมายอาญาของอินเดียเป็นหลัก ส่วนกฎหมายแพ่งใช้ของอังกฤษ กรมหลวงราชบุรีทรงแต่งตำรากฎหมายขึ้นอีกหลายเล่มด้วยกัน ในที่สุดก็มีการสอบไล่ความรู้ของนักเรียน เพื่อได้เป็นเนติบัณฑิต วิชาที่สอบก็ครอบคลุมความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้พิพากษาสมัยนั้นจนหมด

ความเอาใจใส่ที่ครูมีต่อนักเรียนกฎหมายในระยะต้นนั้นแน่นแฟ้นมาก ไม่ใช่ว่าสอนในห้องเรียนเสร็จแล้วก็แล้วกัน กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงกวดขันนักเรียน อยากจะให้ใช้วิชาเป็น ไม่ใช่เรียนแต่ตำราในห้อง ทรงสนับสนุนให้ฝึกว่าความบ่อยๆเพื่อให้รู้วิธีการทำงาน คนไหนไม่มีความจะว่า ก็ทรงจัดให้ไปว่าความแทนผู้ต้องหาในเรือนจำ เป็นการฝึกฝนวิชาและไหวพริบในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่รู้แค่ทฤษฎี

เมื่อถึงงานเฉลิมพระชนม์พรรษาก็ทรงจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างดี พานักเรียนกฎหมายไป "ออกงาน" เพื่อให้ข้าราชการผู้ใหญ่ได้รู้จัก ว่าพวกนี้จะเป็นข้าราชการกระทรวงยุติธรรมผู้มีเกียรติในอนาคต ไม่ทรงเสียดายพระราชทรัพย์ว่าจะเปลืองไปในการนี้ ผลดีก็ตามมาจริงๆ เพราะเมื่อกระทรวงยุติธรรมตั้งได้มั่นคงแล้ว บุคคลที่สอบได้เป็นผู้พิพากษาในรัชกาลที่ ๖ และต่อมาถึงรัชกาลที่ ๗ ก็ได้รับการยอมรับในสังคมว่าเป็นอาชีพที่โก้ น่าเคารพยกย่อง

ผู้พิพากษาในสมัยนั้นได้รับความเชื่อถือว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมและยึดถือความสุจริตในหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ร.ศ. ๑๑๖ โรงเรียนกฎหมายจัดสอบไล่ความรู้ผู้ที่จะจบไปเป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก วิชาที่สอบแบ่งเป็น ๖ วิชา คือ

๑)กฎหมายอาญา

๒)กฎหมายสัญญา

๓)กฎหมายมรดกและประทุษฐ์ร้ายส่วนแพ่ง

๔)กฎหมายผัวเมีย ทาสและประกาศอื่นๆ

๕)วิธีพิจารณา

๖)กฎหมายระหว่างประเทศ (วิชานี้ถ้าตก มาสอบใหม่ได้คราวหน้า เพราะว่าตำราเพิ่งจะออกมาล่วงหน้าเดือนเดียว)

การสอบนับว่าหนักเอาการ เพราะสอบถึง ๖ วัน วันละ ๔ ชั่วโมง ไปสอบที่ศาลาการเปรียญวัดพระศรีมหาธาตุ มีอาจารย์ฝ่ายไทยไปนั่งคุมสอบและตรวจกระดาษข้อสอบของนักเรียนไปพลางๆด้วยคือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระยาประชากิจกรจักร และขุนหลวงพระไกรสี และยังมีกรรมการฝรั่งไปนั่งคุมให้น่าเกรงขามเพิ่มขึ้นอีกคือเจ้าพระยาอภัยราชาสยามมานุกูลกิจ และเมอสิเออร์ อาร์.เย.เกิกปาตริก นักกฎหมายชาวเบลเยี่ยม

ส่วนวิธีให้คะแนน ใช้หลักเกณฑ์ตามแบบมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด คือให้คะแนนเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ วิธีให้คะแนน แบ่งตัวหนังสือกันถี่ยิบ เช่นว่า

ss ดีที่สุด

s+ ดีมาก

s ดี

vvs ยังอ่อน

vvs- ยังอ่อนค่อนเลว

ns เหลว

ไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนที่ผ่านการกลั่นกรองเข้มงวดขนาดนี้ มีเพียง ๙ คน จบเป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก แต่ละคนเป็นคนทำงานมาแล้ว ไม่ใช่นักเรียนหนุ่มไร้ประสบการณ์

๙ คนนี้ยังแบ่งเกรดเป็น ๒ ชั้น ชั้นแรกได้ ๔ คน ชั้นที่สอง ๕ คน

รายชื่อเนติบัณฑิตรุ่นแรกของไทย คือ

ชั้นที่หนึ่ง

๑.นายลออ ไกรฤกษ์ (เจ้าพระยามหิธร) ได้เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา

๒.นายไชยขรรค์ หุ้มแพร( เทียม บุนนาค)ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็นขุนหลวงพระยาไกรสี เรื่องราวของขุนหลวงพระยาไกรสีเป็นเรื่องใหญ่โตเรื่องหนึ่งในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ จะเล่าในตอนต่อไป

๓.นายบุ สุวรรณศร ต่อมาได้เป็นหลวงอรรถสารสิทธิกรรม

๔.นายถึก ต่อมาเป็นหลวงนิเทศยุติญาณ



ชั้นที่สอง

๑.นายทองดี ธรรมศักดิ์ ต่อมาคือพระยาธรรมสารเวทย์วิเชตภักดี บิดาของนายสัญญา ธรรมศักดิ์

๒.นายจำนงค์ อมาตยกุล ต่อมาคือพระยาเจริญราชไมตรี

๓.นายสุหร่าย วัชราภัย ต่อมาคือพระยาพิจารณาปฤชามาตย์

๔.นายโป๋ คอมันตร์ ต่อมาคือพระยาพิพากษาสัตยาธิปตัย บิดาของนายถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงต่างประเทศ

๕.ขุนสุภาเทพ (เภา ภวมัย) ต่อมาคือพระยามหาวินิจฉัยมนตรี

ด้วยเหตุที่นายลออ หรือเจ้าพระยามหิธร สอบกฎหมายได้ชั้นที่ ๑ คะแนนสูงเป็นที่ ๑ ในปีที่ ๑ ของการสอบเนติบัณฑิต ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย” แต่นั้นเป็นต้นมา

สยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕



สยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ กำลังปรับปรุงประเทศด้วยระบบงานใหม่ ในหลายๆด้าน ด้านการทหารก็มีโรงเรียนนายร้อยผลิตนายทหาร การศึกษาก็มีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ)กระทรวงยุติธรรมก็มีโรงเรียนกฎหมายผลิตเนติบัณทิต คนซึ่งเป็นที่ต้องการของระบบใหม่คือคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาดเรียนรู้งานเร็ว คนที่มีคุณสมบัติแบบนี้จะก้าวหน้าได้เร็วมาก นายลออเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น

เนติบัณฑิตใหม่อย่างนายลออ หลังสอบเสร็จราว ๕ - ๖ เดือนต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา เงินเดือนเปลี่ยนจาก ๘๐ บาทเป็น ๒๔๐ บาท คือ ๓ เท่าตัวจากของเดิม เงินเดือนสมัยนั้นจ่ายเป็นเหรียญบาท วันไหนเงินเดือนออก ผู้พิพากษาก็เดินหิ้วถุงเงินใส่เหรียญหนักอึ้งเดินตัวเอียงกลับบ้าน

อธิบดีผู้พิพากษาในเวลานั้นคือขุนหลวงพระไกรสี (เปล่ง เวภาระ) อาจารย์คนหนึ่งของท่าน เมื่อรู้นิสัยและฝีมือของผู้พิพากษาใหม่ ก็ใช้ให้ทำงานรอบตัวก็ว่าได้ นายลออก็เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้และทำงานขยันตัวเป็นเกลียวเสียด้วย

งานของนายลออหนักมาก นอกจากเป็นผู้พิพากษาเองแล้วยังต้องเป็นอาจารย์สอนกฎหมายให้นักเรียนรุ่นน้องๆควบคู่กันไป หน้าที่ครูสอนนี้รวมทั้งออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ตลอดจนไปนั่งเฝ้าคนเรียงพิมพ์ข้อสอบที่โรงพิมพ์ด้วยตนเองจนเสร็จเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่วไหลได้

งานทุกอย่างนายลออทำตามที่ได้รับมอบหมายทั้งหมด ด้วยความเรียบร้อยทุกอย่าง ไม่เคยเกี่ยง ไม่เคยบกพร่อง จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ "และปีต่อมาก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง เมื่ออายุ ๒๕ ปี และได้เป็น " พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์" เป็นลำดับต่อมา

พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นตัวอย่างข้าราชการที่ทำงานได้รวดเร็วและเรียบร้อยตามมอบหมายของผู้บังคับบัญชา ท่านจึงเป็นที่ไว้วางพระทัยของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มากกว่าข้าราชการอื่นๆ เพราะเป็นที่รู้กันว่ากรมหลวงราชบุรีฯทรงเป็นเจ้านายที่ฉลาด ทรงมีอุตสาหะในการทำงานอย่างมาก ที่สำคัญคือพระทัยเร็ว ถ้าใครทำงานชักช้าไม่ทันใจ และไม่รู้พระทัยก็ยากจะทำงานกับพระองค์ท่านได้ ส่วนพระจักรปาณีเป็นคนใจเย็น มีปฏิภาณไหวพริบดี รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว จึงทำงานถวายได้เป็นอย่างดี



ตัวอย่างการทำงานที่ว่องไว เป็นที่สบพระทัยกรมหลวงราชบุรี ก็มีเรื่องหนึ่ง คือในบ่ายวันหนึ่ง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงปรารภกับพระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ว่า กระทรวงยุติธรรมจะสร้างที่ทำการศาลมณฑลกรุงเก่า(อยุธยา)ให้สง่างาม แต่ว่ายังทำไม่ได้เพราะยังหาที่ดินก่อสร้างสถานที่ที่เหมาะสมไม่ได้ ก็ทรงมอบให้ปลัดทูลฉลองไปหาที่ดินผืนเหมาะๆมาเพื่อจะสร้าง พอเลิกงาน พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็ออกจากที่ทำงานขึ้นรถไฟไปอยุธยาทันที ไปหาคนรู้จักซึ่งเป็นคนกว้างขวางอยู่ในอยุธยา ซักถามว่ามีที่ดินผืนงามๆเหมาะจะสร้างศาลจังหวัดที่ไหนบ้าง ได้คำตอบว่ามีที่ดินอย่างที่ต้องการเป็นแปลงติดแม่น้ำ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของจะขายหรือไม่ ท่านก็สั่งให้ไปตามเจ้าของที่ดิน ให้ไปพบท่านที่ตำหนักของกรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาล (พระอนุชาของกรมขุนศิริธัชสังกาศ)ประมาณ ๒ ทุ่มเจ้าของที่ดินไปถึงตำหนัก ก็เจรจาซื้อขายที่ดินกันทันที เจ้าของก็ตกลงขายโดยไม่อิดเอื้อน ตกลงราคากัน ทำสัญญาซื้อขายลงนามเรียบร้อย

พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ นำเงินติดตัวไปประมาณ ๑๐๐ ชั่งเผื่อเหลือเผื่อขาด ก็จ่ายค่าที่ดินกันต่อเบื้องหน้าข้าหลวงเทศาภิบาล ในฐานะพยานว่าเป็นการซื้อขายที่โปร่งใสสุจริต ไม่มีนอกไม่มีใน

พอจบเรื่อง ท่านก็ค้างที่นั่นคืนหนึ่ง เช้าก็นั่งรถไฟกลับกรุงเทพมาทำงานที่กระทรวงทันเวลา กราบทูลกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ว่าซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว เป็นที่พอพระทัยอย่างมาก ต่อมาศาลของอยุธยาก็สร้างขึ้นที่ที่ดินตรงนั้นเอง



พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ปลัดทูลฉลอง เมื่ออายุ ๒๘ ปี อำนาจหน้าที่ของท่านในกระทรวงยุติธรรม กว้างขวางกว่าในสมัยหลังเมื่อท่านได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสียอีก เพราะว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงถือว่าเสนาบดีมีหน้าที่แค่คุมนโยบาย ส่วนงานปฏิบัติงานในกระทรวงเป็นเรื่องของปลัดทูลฉลอง ทั้งด้านปกครองและธุรการ แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งข้าราชการในระดับต่ำกว่าเจ้ากรม แม้แต่เข้าประชุมเสนาบดี ก็ทรงให้ปลัดทูลฉลองไปแทน พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ จึงต้องทำงานรอบตัวตั้งแต่ตรวจเอกสารราชการเรื่องเล็กเรื่องน้อย ไปจนประชุมกับเจ้านายระดับพระเจ้าลูกยาเธอ

พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นเลขานุการและศิษย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ที่สนิทสนมรู้ใจกันประหนึ่งคนเดียวกัน ในการทำงานก็ประสานงานกันอย่างกลมเกลียวไม่มีข้อขัดแย้ง เมื่อเลิกงาน ท่านก็ไปเฝ้ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์บ่อยๆ เพราะมีงานอดิเรกที่ชอบอย่างเดียวกันอีก คือเล่นเรือยนต์ รถยนต์ และถ่ายรูป

ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์มีต่อกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ นี่เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตราชการที่รุ่งโรจน์ของท่าน เกิดพลิกผันแทบจะล้มคว่ำลงมาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ นี้เอง จากเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ “คดีพญาระกา “

“คดีพญาระกา “

เจ้านายที่มีบทบาทอยู่ในคดี "พญาระกา" องค์แรกก็คือพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรวรรณ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ท่านเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเขียน ซึ่งเรียกกันว่าเขียนอิเหนา เพราะเป็นละครหลวง รำเป็นตัวอิเหนาได้งดงามไม่มีใครสู้ กล่าวกันว่าเป็นเจ้าจอมที่โปรดปรานท่านหนึ่ง เมื่อประสูติพระราชโอรส สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็พระราชทานกริชแถมมาให้นอกเหนือจากพระแสงดาบที่พระราชทานพระราชโอรสทุกพระองค์ รับสั่งว่า "เป็นลูกอิเหนา"


กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ต้นราชสกุลวรวรรณ ทรงได้เลือดศิลปินทางเจ้าจอมมารดาเขียนมาไม่น้อย โปรดนิพนธ์บทละคร บทกวีและการแสดง พระนิพนธ์สำคัญๆที่เรารู้จักกันก็อย่างเช่น "สาวเครือฟ้า" ซึ่งทรงดัดแปลงจากอุปรากร Madame Butterfly ทรงเป็นเจ้าของโรงละครนฤมิตร์ ที่ได้เข้าไปแสดงถวายหน้าพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวังบ่อยๆ

ในรัชกาลที่ ๖ พระธิดา ๒ พระองค์ในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือพระวรกัญญาปทาน พระคู่หมั้น และพระนางเธอลักษมีลาวัณย์ พระมเหสี ทั้งสององค์ทรงรับมรดกศิลปินจากพระบิดา ในพระปรีชาด้านการแต่งบทประพันธ์

แต่เรื่องที่จะเล่านี้เป็นเหตุการณ์ตอนปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งละครนฤมิตร์กำลังเฟื่องฟู

เช่นเดียวกับเจ้านายในสมัยนั้น กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงมีหม่อมหลายคน และในจำนวนนี้ก็มีนางละครโด่งดังในคณะละครนฤมิตร์ที่ได้เป็นหม่อมด้วย ชื่อพักตร์

หม่อมพักตร์ซึ่งคงยังสาวและสวย ไม่ได้เป็นสุขกับฐานะของตน จึงทิ้งตำแหน่งหม่อม หนีออกจากวังไปเมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๔๕๒ ไปอาศัยอยู่ที่บ้านฝั่งธนบุรี แต่กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เองก็ไม่เต็มพระทัยจะสูญเสียหม่อมพักตร์ จึงทรงติดตามไปเพื่อจะเอาตัวกลับมา เกิดเรื่องราวกับเจ้าของบ้านเป็นเรื่องอื้อฉาวถึงขั้นพวกเขาพร้อมใจกันทำเรื่องถวายฎีกาว่ากรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงบุกรุกเข้าไปถึงในบ้าน เอะอะใหญ่โตเป็นที่เดือดร้อนแก่ราษฎร เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบจากฎีกา ก็มีพระราชดำรัสห้ามกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ไม่ให้ทำอีก

แม้ว่ากรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ไม่ได้ตัวหม่อมพักตร์กลับไปอย่างพระประสงค์ แต่เธอก็อยู่บ้านนั้นต่อไปอีกไม่ได้ จำต้องออกจากบ้านฝั่งธน มาอาศัยการอารักขาของตำรวจพระนครบาลทางฟากพระนคร ซึ่งขึ้นกับเสนาบดีคือเจ้าพระยายมราช

เจ้าพระยายมราชเห็นผู้หญิงคนเดียวจะเป็นชนวนให้เดือดร้อนกันไปทั้งกรม ก็เกลี้ยกล่อมให้หม่อมพักตร์กลับเข้าวังสวามีของเธอไปเสียให้หมดเรื่อง แต่เธอก็ยืนกรานไม่สมัครใจกลับท่าเดียว เจ้าพระยายมราชเห็นเป็นภาระยืดเยื้อแก่นครบาล ก็เลยไปทูลปรึกษาเจ้านายที่คิดว่ามีบารมีพอจะคุ้มครองหม่อมพักตร์ได้ คือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทราบเรื่องก็ทรงต้อนรับและให้การคุ้มครองด้วยดี เรื่องก็สงบไป แต่ว่ากรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ไม่พอพระทัย ยังกริ้วหนักและทรงบ่นกับใครต่อใครว่าเสนาบดีนครบาลเป็นใจให้หม่อมของท่านหนี ดังนั้นแทนที่เรื่องจะจบ ก็เลยเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตวุ่นวายยิ่งกว่าเดิมขึ้นมา

มาถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๔๕๓ บทละครเรื่องใหม่ของนฤมิตร์ พระนิพนธ์ในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่จะไปแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง มีชื่อว่า "ปักษีปะกรนัม เรื่องพญาระกา " เมื่อนิพนธ์เสร็จ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงนำไปให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอาภากร ต้นราชสกุล อาภากร ณ อยุธยา) เพื่อขอให้ทรงแต่งทำนองขับร้องให้ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงอ่านแล้วรู้สึกว่าเนื้อเรื่องพิกลๆ ก็ไม่ทรงรับทำ แต่ทรงคัดบทกลอนบางตอนไว้แล้วนำไปหารือกรมหลวงพระจักษ์ศิลปาคม (พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ต้นราชสกุลทองใหญ่ ณ อยุธยา พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔) กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม อ่านแล้วก็นำไปถวายให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อ่านบ้าง

เนื้อเรื่องของ" พญาระกา " อย่างย่อๆ มีอยู่ว่า พญาระกามีเมียมาก มีเมียตัวหนึ่งเป็นนางไก่ญี่ปุ่นซึ่งไม่พอใจตัวพญาระกา พอได้โอกาสก็แยกฝูงไป พบไก่ชนที่ปลายนาเกิดรักใคร่เป็นชู้กัน พอรู้ถึงพญาระกา ก็ตามไปตีไก่ชนจนแพ้และหนีไป นางไก่ญี่ปุ่นก็หนีเตลิดไปพบตาเฒ่านกกระทุงริมบึง ตาเฒ่าเอาไปเลี้ยงไว้ แต่ยายเฒ่านกกระทุงหึงหวง ประกอบกับได้ข่าวว่าพญาระกาผู้มีฤทธิ์กำลังติดตามค้นหา นกกระทุงจึงไล่นางไก่ญี่ปุ่นไปหาพญาเหยี่ยว พญาเหยี่ยวเห็นว่ารับไว้จะเกิดปัญหา จึงส่งนางไปถวายพญานกเค้าแมว นกเค้าแมวเกิดความปฏิพัทธ์นางไก่ญี่ปุ่น ไม่รังเกียจว่าเสียเนื้อตัวมาแล้ว เพราะนกเค้าแมวก็กินของโสโครกอยู่แล้ว จึงได้นางไก่เป็นเมีย

ในบทตอนนี้มีกล่าวติเตียนชัดเจนว่า พญาเค้าแมวเป็นผู้หลงระเริงในราคะ จนลืมความละอายต่อบาป เอาเมียของอาเป็นเมียได้ ฝ่ายนางนกเค้าแมวมเหสีได้ข่าวก็มาหึง แต่พญาระกากลับเข้าข้างนางไก่ ไล่ตีนางนกเค้าแมวหนีกลับเข้ารังไป

ต่อมาพญาเค้าแมวยกทัพจะไปรบกับพญาระกา แต่เมื่อเผชิญหน้ากันยังไม่ทันรบพุ่ง ก็พอดีจวนรุ่งเช้า พญาระกาขันขึ้นมา ส่วนนกเค้าแมวตาฟางเพราะแสงอรุณเลยแพ้ เลิกทัพหนีไป

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อ่านแล้ว ทรงเห็นว่า เป็นเรื่องแต่งว่ากล่าวกระทบกระเทียบเปรียบเปรยพระองค์ในกรณีหม่อมพักตร์ ก็กริ้วมาก ประกอบกับทรงได้ข่าว(ซึ่งรู้ภายหลังว่าไม่จริง)ว่าพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรบทละครแล้ว มิได้ทรงทักท้วงแต่อย่างใด ซ้ำยังกำหนดจะให้เล่นถวายในวันที่ ๓ มิถุนายน เสียอีก ถ้าหากว่าเล่นขึ้นมาเมื่อไรก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต พระองค์คงจะได้รับความอัปยศอย่างมาก ทรงเห็นพระเจ้าอยู่หัวเองก็ไม่ทรงพระเมตตาพระราชโอรสเสียแล้ว ถึงปล่อยให้ละครเล่นเรื่องนี้ต่อหน้าราชสำนักได้

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นผู้มีพระทัยเร็ว เมื่อกริ้วเรื่องนี้มาก ก็ถึงขั้นบรรทมไม่หลับทั้งคืน เช้าก็ทรงประชุมข้าราชการกระทรวงยุติธรรมมาแจ้งเรื่องให้ทราบ และ ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงเจ้าพระยายมราชเล่าเรื่องนี้พร้อมส่งบทละครไปด้วย ทรงเห็นว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นไปถึงขั้นนี้ ก็ทรงโทมนัสเกินกว่าจะอยู่ดูหน้าผู้คนได้ ขอให้เจ้าพระยายมราชจัดการตามแต่เห็นสมควร แล้วก็เสด็จลงเรือไปแต่ลำพัง ไปอยู่ที่ศาลเจ้าองครักษ์ที่ปลายคลองรังสิต

ก่อนหน้าเกิดเรื่องนี้ ราววันที่ ๒๐ เมษายน กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เคยทำหนังสือทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี ทรงแถลงเหตุผลว่า ประชวร มีอาการปวดพระเศียรเป็นกำลัง ในสมองร้อนเผ็ดเหมือนหนึ่งโรยพริกไทยระหว่างมันสมองกับกระดูก คิดและจำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ทำงานแม้แต่นิดหน่อยก็เหนื่อย หมอไรเตอร์ตรวจพระอาการแล้วว่าจำต้องหยุดงานพักรักษาพระองค์ จึงกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี พระเจ้าอยู่หัวทรงเก็บลายพระหัตถ์ฉบับนี้ไว้เฉยๆไม่มีพระบรมราชโองการลงมา และไม่เปิดเผยให้ผู้ใดทราบ จนเกิดเรื่อง" พญาระกา " ขึ้น

วันรุ่งขึ้นหลังจากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสด็จออกจากพระนครไปโดยมิได้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงยุติธรรมรวม ๒๘ คนก็ประชุมกัน แล้วลงชื่อถวายฎีกาขอลาออกจากราชการตามกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งถ้าหากว่าออกไปจริงๆ กระทรวงและศาลยุติธรรมก็จะล้ม ดำเนินการต่อไปไม่ได้ เพราะขาดข้าราชการสำคัญถึง ๒๘ คน เรียกว่ายกกระทรวงออกไปก็ว่าได้

ในฎีกานี้ ผู้ลงชื่อเป็นอันดับต้นคือพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ปลัดทูลฉลอง และอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คือขุนหลวงพระยาไกรสี(เทียม บุนนาค) อธิบดีศาลต่างประเทศ

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องวุ่นวายที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนั้นก็ว่าได้ ประจวบเหมาะกับบ้านเมืองมีเรื่องใหญ่อยู่แล้ว ให้พระเจ้าอยู่หัวทรงพะวงอยู่ถึง ๒ เรื่อง

เรื่องแรกคือท่านดยุคโยฮันน์ อัลเบร็คต์ แห่งเม็คเคล็นเบอร์ก เชวริน กำลังจะเสด็จเยือนสยาม ทางไทยไม่ต้องการให้มีเหตุขลุกขลักอะไรในบ้านเมืองเมื่อแขกเมืองมาถึง

เรื่องที่สองคือคนจีนในพระนครพร้อมใจกันประท้วงหยุดงานตั้งแต่ ๑ มิถุนายน รัฐบาลกำลังเฝ้าระวังเต็มที่ไม่ให้เกิดเหตุร้ายแทรกแซง ก็ไม่มีใครนึกว่าจะเกิดเหตุที่สาม คือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงยุติธรรม ลุกขึ้น "สไตร๊ค์ " ราวกับจะแข่งกับคนจีนเสียเอง แล้วสาเหตุเรียกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ว่าได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบงานในกระทรวง

พอฎีกาทูลลาออกของข้าราชการ ๒๘ คนหลุดจากมือไปถึงทางการ ก็วุ่นวายกันไปทั้งกระทรวงและพระบรมมหาราชวัง คนกลางในเรื่องนี้คือเจ้าพระยายมราชได้พยายามห้ามปรามไกล่เกลี่ยเท่าไร ข้าราชการทั้ง ๒๘ (ซึ่งว่ากันว่าขุนหลวงพระยาไกรสีเป็นแกนนำ)ก็ยืนกรานจะทำจนได้

ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องฎีกา ก็ทั้งพิโรธและโทมนัสอย่างมาก ทรงมีพระบรมราชโองการให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์รวมทั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมกุฎราชกุมาร(คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)เข้าเฝ้าด่วนเพื่อสอบสาวราวเรื่อง เพื่อจะนำไปสู่การพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด ส่วนข้าราชการทั้ง ๒๘ คนนั้น พระเจ้าอยู่หัวพิโรธมาก ถึงกับทรงเรียกว่า ' ๒๘ มงกุฎ ' และให้เขียนชื่อปิดไว้ที่ปลายพระแท่นบรรทมเพื่อทรงสาปแช่ง

จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจดพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนนี้ไว้ว่า

'ไม่มีแบบแผนอะไรเลยที่จะทำเช่นนี้ ทั้งในเมืองไทยเมืองฝรั่ง จะหาอะไรที่จะแก้แทนคนพวกนี้ไม่ได้จนนิดเดียว เปนอย่างอัปรีย์ที่สุดที่แล้ว หาอะไรเปรียบไม่ได้ เอาการส่วนตัวมายกขึ้นเปนเหตุที่จะงดไม่ทำการตามน่าที่ราชการ นับว่าปราศจากความคิด ปราศจากความกตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน และต่อแผ่นดิน ถือนายมากกว่าเจ้า '

พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ นับว่าโชคดีมากที่มีกัลยาณมิตรแท้จริง คือกรมขุนศิริธัชสังกาศ ทรงยื่นมือเข้ามาช่วยในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่มีใครอื่นช่วยเหลือได้

พอทราบเรื่อง กรมขุนศิริธัชสังกาศก็เสด็จมาที่บ้านพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ทันทีในตอนกลางดึก ปลุกเจ้าของบ้านขึ้น บังคับให้เขียนหนังสือสารภาพผิด ขอพระราชทานอภัยโทษ และขอถอนหนังสือกราบถวายบังคมลาออก

กรมขุนศิริธัชสังกาศ นำหนังสือของพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้าอยู่หัวทันที ไม่ให้รอช้าข้ามวัน

ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล ธิดาของเจ้าพระยามหิธร เล่าว่าสามีของท่านคือ หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ได้พบหลักฐานที่เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุ แล้วนำมาให้ท่าน ท่านบันทึกไว้เกี่ยวกับหนังสือกราบถวายบังคมลาออกจากราชการว่า

" คุณพ่อเขียนหนังสือดี ไม่มีการหมิ่นพระบรมราชานุภาพแม้แต่น้อย คุณพ่อเขียนว่าการที่รับราชการอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้า แต่ในทางวิชาการนั้นต้องพึ่งพระปัญญาของกรมหลวงราชบุรีฯ เมื่อกรมหลวงราชบุรีฯทูลลาออก คุณพ่อก็หมดปัญญาที่จะฉลองพระเดชพระคุณต่อไป ส่วนหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษนั้น คุณพ่อเขียนว่า ได้กระทำไปเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา และถ้าแม้บังอาจกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเช่นนี้อีกแล้ว ก็ขอพระราชทานถวายชีวิต"

กรมขุนศิริธัชสังกาศได้นำหนังสือของพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์เข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พระเจ้าอยู่หัวก็ค่อยคลายพระพิโรธลง ข้าราชการอื่นๆอีก ๒๖ คนก็ได้ทำตามคือทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษหมดทุกคน เว้นแต่คนเดียวคือขุนหลวงพระยาไกรสี ซึ่งมีหนังสือกราบบังคมทูลด้วยโวหารว่าตนมิได้เป็นผู้ผิด

บันทึกส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเจ้าพระยารามราฆพ ทรงกล่าวถึงขุนหลวงพระยาไกรสีไว้ว่า

" หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์(กฤดากร) เล่าต่อไปว่า ขุนหลวงพระยาไกรสีนั้นไม่เรียบร้อยเช่นคนอื่นๆ แสดงตนกระด้างกระเดื่อง และว่าได้มีหนังสือทูลเกล้าฯแก้ตัวไปโดยโวหารหมอความ ทำให้พระเจ้าอยู่หัวกริ้วมาก จะลงพระราชอาญาให้เป็นตัวอย่าง"

เรื่อง ๒๘ มงกุฎที่ว่านี้ ปรากฏว่าคนต้นคิดไม่ใช่พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ แต่เป็นขุนหลวงพระไกรสี ท่านจึงถูกถอดจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ และเคราะห์ร้ายซ้ำสอง ถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ เพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆได้กลับเข้ารับราชการทั้งหมด แต่ก็แน่ละว่า อนาคตทางราชการไม่มั่นคงเท่าเดิม


เจ้านายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพญาระกา ต่างก็ได้รับผลกระทบคนละอย่าง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กลับเข้ามากราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทรงพ้นตำแหน่งเสนาบดีไปตามที่เคยกราบถวายบังคมลามาก่อน หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากรขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมแทน

ส่วนกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงถูกลงโทษอย่างเจ้านาย เรียกว่าติดสนมคือต้องเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวังออกไปไหนไม่ได้มีกำหนด ๑ ปี มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล แต่ว่าหม่อมและพระโอรสธิดาเจ้าไปเยี่ยมได้เป็นเวลาตามสมควร

เจ้านายพระองค์ที่สามคือกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งมีส่วนให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เข้าพระทัยผิด ถูกห้ามเข้าเฝ้าจนสิ้นรัชกาล

แต่กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ นั้นติดสนมอยู่ไม่นาน แค่ถึงเดือนกรกฎาคม กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ทูลเกล้าทูลกระหม่อมขอพระราชทานอภัยโทษให้ ท่านก็เลยได้พ้นโทษ กลับไปวังของท่าน

เวลาล่วงมาถึงเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต

เจ้าพระยามหิธร...ตอนจบ

พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ แม้ว่าจะพ้นผิดจากเรื่องที่ทำลงไป ได้กลับเข้ารับราชการเป็นปลัดทูลฉลองเหมือนเดิม แต่มรสุมลูกใหญ่ที่ท่านเผชิญก็ยังไม่สงบอยู่ดี

อย่างแรกคือท่านถูกงดความดีความชอบ ควรจะได้รับพระราชทานพานทอง ก็เลยไม่ได้

อย่างที่สอง พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อเจ้านายเดิม เสมอต้นเสมอปลาย แม้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงพ้นตำแหน่งเสนาบดีแล้ว พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็มิได้เปลี่ยนแปลงกิจวัตร เคยเข้าเฝ้าเป็นประจำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเช่นเดิม ถือว่าท่านเคยเป็นทั้งลูกศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เปลี่ยนแปลง เรื่องจะตีตนออกห่างนายเก่า โผไปหานายใหม่ คนอย่างท่านไม่ทำ

ก็ด้วยความดีข้อหลังนี้เอง หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ จึงเห็นว่าท่านเป็น"คนของกรมหลวงราชบุรีฯ" ใจอยู่ที่นายเก่า ทำให้นายใหม่ไม่ไว้วางใจ และผลคือทำงานเข้ากับนายใหม่ไม่ได้ พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์เองก็ลำบากใจที่จะทำงานกับหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ผู้มีหลักการแตกต่างจากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพราะท่านเคยได้รับการสั่งสอนมาว่า อย่าให้ตัดสินว่าผู้ใดผิดจนกว่าจะได้พยานหลักฐานหรือมีกรณีแวดล้อมพอที่จะเชื่อได้ว่าผิด ฉะนั้นเมื่อถูกเกณฑ์ให้เปลี่ยนหลักเป็นตรงกันข้ามจึงกลับตัวไม่ทัน


หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์เองก็เป็นผู้ที่ไม่ง้อคน เมื่อเข้ากันไม่ได้ ก็เห็นว่าไม่สมควรจะเอาไว้ใช้งานอีก ในตอนนั้นตำแหน่งกรรมการศาลฎีกาว่างลงเพราะพระยาอนุชิตชาญชัย(สาย สิงหเสนี) ถูกย้ายไปเป็นจางวางพระตำรวจ พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ จึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนี้แทน และพระยาราชเสนา( เลื่อน ศุภสิริวัฒน์) เจ้ากรมมหาดไทย ย้ายมาเป็นปลัดทูลฉลอง

ความผันแปรในหน้าที่การงานมีผลกระทบกระเทือนถึงฐานะทางบ้านด้วย พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ปรึกษาคุณหญิงกลีบว่า บัดนี้ฐานะท่านไม่มั่นคงเหมือนเมื่อก่อน จะหวังพึ่งเงินเดือนราชการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะเกิดเหตุคาดไม่ถึงในวันไหนก็ได้ คุณหญิงกลีบ ก็เริ่มทำงานหารายได้ช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง ด้วยการทำน้ำอบไทย แป้งนวล น้ำปรุง ขี้ผึ้งสีปาก พวกเครื่องสำอางอย่างไทยๆ ให้สาวใช้หาบไปขายวันละ ๖ หาบ ตามวังต่างๆ พอจะเก็บเงินทองเป็นค่าใช้จ่าย เลี้ยงบุตรธิดาและบริวารกันไปได้

เคราะห์ร้ายอย่างที่สามของท่านคือกรมขุนศิริธัชสังกาศ ผู้มีพระคุณ สิ้นพระชนม์ลงในปี ๒๔๕๔ นั้นเอง

พายุร้ายเข้ามาในชีวิตพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ได้ไม่นาน ฟ้าก็เริ่มใสขึ้น เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยในการทำงานและอัธยาศัยของท่าน มิได้ทรงเพ่งเล็งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลังจากเป็นกรรมการศาลฎีกาอยู่ปีเดียว ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งราชเลขานุการกฤษฎีกาเพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง เท่ากับท่านได้กลับไปสู่ถิ่นเดิมที่เคยอยู่เมื่อหนุ่ม และได้รับพระราชทานพานทองซึ่งถูกงดมาตั้งแต่เกิดเรื่อง

การทำงานของพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อย่างเช่นตำแหน่งนายทะเบียนของจิตรลดาสโมสร และตำแหน่งปลัดพระธรรมนูญเสือป่า ท่านตามเสด็จพระราชดำเนินไปซ้อมรบเสือป่าที่นครปฐมทุกปี

ส่วนตำแหน่งงานของท่าน ก็ก้าวไปในทางกฎหมายเช่นเดิมแต่ว่าเป็นตำแหน่งใหม่จากหน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ ๖ คือสมุหพระนิติศาสตร์ และต่อมาก็อธิบดีศาลฎีกา และผู้กำกับราชการกรมพระนิติศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่ท่านใช้ความรู้ความชำนาญทางกฎหมายได้เต็มที่ และเป็นเส้นทางที่ราบเรียบมีแต่จะทอดสูงขึ้นทุกที

ในฐานะสมุหพระนิติศาสตร์ ท่านได้เป็นนายทะเบียนประกอบพิธีอภิเษกสมรสให้เจ้านายหลายพระองค์ รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ด้วย

พิธีอภิเษกสมรสในรัชกาลที่ ๖ ทำคล้ายพิธีฝรั่ง ไม่เหมือนการรดน้ำแต่งงานแบบไทย ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธาน เมื่อเสด็จออกแล้ว เสนาบดีกระทรวงวังก็กราบบังคมทูลเบิกคู่สมรสออกมาถวายคำนับ แล้วสมุหพระนิติศาสตร์ทำหน้าที่คล้ายพระผู้ประกอบพิธีแต่งงานของฝรั่ง คือตั้งคำถาม ถามคู่สมรส

เช่นเมื่อครั้งมีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้ารำไพรรณี

" ฝ่าพระบาทตั้งพระหฤทัยที่จะรับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีเป็นชายาด้วยความเสน่หารักใคร่ และตั้งพระทัยจะทะนุถนอมให้มีความสุขสืบไป จนตลอดฉะนั้นฤา"

พระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงตอบว่า

"ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น"

สมหุพระนิติศาสตร์ ทูลถามหม่อมเจ้ารำไพพรรณีว่า

"ท่านตั้งหฤทัยจะมอบองค์ของท่าน เป็นชายาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ด้วยความเสน่หาจงรัก สมัครจะอยู่ในโอวาทของพระสามีสืบไป จนตลอดฉนั้นฤา"

หม่อมเจ้ารำไพพรรณีทรงตอบว่า

" ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น "

ต่อจากนั้น พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำสังข์ ทรงเจิม แล้วสมุหพระนิติศาสตร์จัดให้คู่สมรสลงพระนาม พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย มีสักขีพยานในพระราชพิธีลงพระนามและนาม ต่อจากนั้นจึงพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
****************

แม้ว่าพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ไม่ได้กลับมาเป็นปลัดทูลฉลองอีกก็ตาม แต่ก็กลับดียิ่งกว่า เพราะตำแหน่ง "อธิบดีศาลฎีกา"ของท่าน ก็คือ" ประธานศาลฎีกา" ที่ถือว่าเป็นตำแหน่งประมุขฝ่ายตุลาการ

ส่วนหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์นั้น บริหารงานในกระทรวงพบความไม่ราบรื่นหลายอย่าง ในที่สุดก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงปารีส

ในพ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ขึ้นเป็นเจ้าพระยามหิธร และพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้สมเกียรติด้วย นับว่าท่านได้ผ่านพ้นอุปสรรคมาถึงจุดสูงสุดของชีวิต ปลายปี ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก เจ้าพระยามหิธรได้เฝ้าดูพระอาการจนถึงวาระสุดท้าย การเสด็จสวรรคตนำความเศร้าโศกมาให้ท่านและครอบครัวอย่างยิ่ง

ขึ้นรัชกาลที่ ๗ มีการยุบเลิกหน่วยงานหลายแห่งเพื่อตัดทอนงบประมาณให้พอกับรายจ่าย แม้แต่กระทรวงมุรธาธร หรือกระทรวงวัง ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นเสนาบดีก็ถูกยุบมารวมกับกรมราชเลขาธิการ เจ้าพระยามหิธรจึงได้ดูแลทั้งสองหน่วยงาน มีฐานะเท่าเสนาบดี เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่าเสนาบดีเท่านั้นเอง แต่พอถึงพ.ศ. ๒๔๗๕ ก็เปลี่ยนนามราชเลขาธิการว่าเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร

เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เจ้าพระยามหิธรอยู่ที่หัวหิน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อรู้ว่าตัดสินพระทัยพระราชทานรัฐธรรมนูญ ท่านก็ขึ้นรถไฟมากรุงเทพเพื่อแจ้งให้คณะผู้ก่อการฯ ทราบ พอทหารที่สถานีรถไฟทราบว่าท่านเป็นใครก็คุมตัวขึ้นรถยนต์ ทหารยืนบนบันไดรถเอาปืนจ่อเข้ามาในรถตลอดทาง จนกระทั่งเข้าไปแจ้งให้คณะราษฎร์รับทราบเสร็จจึงถูกปล่อยตัวกลับบ้านโดยไม่มีปืนจี้อีก

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยามโนปกรณ์นิติธาดานำความมาบอกเจ้าพระยามหิธรเป็นส่วนตัวว่า คณะราษฎร์จะยุบตำแหน่งราชเลขาธิการ เพราะราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเหลือแต่งานส่วนพระองค์ ส่วนงานบริหารราชการแผ่นดินจะไปผ่านทางคณะราษฎร์แทน ถ้าถูกยุบตำแหน่งราชเลขาธิการ ก็จะลดฐานะเจ้าพระยามหิธรลงไปเท่าปลัดทูลฉลอง เป็นการเสียเกียรติยศ เจ้าพระยามหิธรก็เห็นด้วย ท่านจึงลาออกจากราชการ ในวัย ๕๘ ปี

เจ้าพระยามหิธรพักผ่อนอยู่บ้านได้แค่ ๓ ปี รัฐบาลก็มาเชิญท่านไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านทำงานอยู่ ๒ ปี เมื่อรัฐบาลพระยาพหลพลหยุหเสนาพ้นจากตำแหน่งเจ้าพระยามหิธรก็พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี นับเป็นการออกจากราชการครั้งที่ ๒ เมื่ออายุได้ ๖๓ ปีเศษ มาเป็นข้าราชการบำนาญโดยสมบูรณ์

เมื่ออายุ ๗๐ ปีเศษ เจ้าพระยามหิธรเริ่มมีอาการสมองเสื่อม ร่างกายก็เสื่อมลง แต่ไม่มีโรคภัยอย่างอื่นรบกวน ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๙ ด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ ๘๑ ปี

บุตรหลายคนของเจ้าพระยามหิธรได้ไปศึกษาต่อที่ยุโรป ท่านเขียนจดหมายถึงลูกๆเสมอ มีโอวาทหลายอย่างของเจ้าพระยามหิธรที่คมคาย สมกับเป็นนักบริหาร และไม่ล้าสมัยจนบัดนี้ ดังเช่น

"ตามธรรดาที่นิยมว่าเป็นผู้ใหญ่ควรแก่วัยอายุนั้น คือรู้จักหาทรัพย์ได้ในทางที่ชอบ แล้วใช้ทรัพย์ในทางที่ชอบ คือไม่เกินกว่าที่หาได้ ผู้ใดประพฤติได้ดังนี้นับว่าเป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์ไม่มีใครคัดค้าน แต่ผู้ที่ยังหาเงินไม่ได้เองเช่นฐานะยังเป็นนักเรียนอยู่ ถึงอายุจะครบกำหนด ก็ยังทำอย่างผู้ใหญ่ไม่ได้ทุกๆประการ ใครขืนทำ ก็ต้องลำบาก นัยหนึ่งว่าขาดสติรอบคอบ ความขาดสติรอบคอบนี้เองแสดงว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่แท้ดังที่ตนเข้าใจ"

"เป็นความจริงถึงพ่อชอบใช้มีดคม แต่รู้สึกอยู่ว่าความรอดตัวของพ่อไม่ได้อยู่แก่คนเหล่านี้เลย เพราะสำคัญอยู่ที่คนใช้ต่างหาก ไม่ใช่อยู่ที่มีด พ่อเคยใช้มีดขี้เท่อบ่อยๆเหมือนกัน แต่อาศัยเหตุที่รู้จักใช้ การก็สำเร็จได้เท่ากัน"

" สุภาษิตที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้น ต้องประกอบกับประโยคว่า ถ้าประพฤติตัวไม่ดี เป็นประโยคเดียวกัน เพราะจรรยาก็เป็นสำคัญในชีวิตมนุษย์ซึ่งขาดไม่ได้ ควรเข้าใจดังนี้จึงเป็นสุภาษิต"

" พระยาปฏิพัทธ์(หมายถึงพระยาปฏิพัทธ์ภูบาล คอยู่เหล ณ ระนอง) นั้นเป็นเพื่อนชอบกับพ่อมาก เขาเป็นคนใจคอกว้างขวางตามที่พ่อเห็นฤๅได้เป็นเพื่อนกันมาก แต่บางคนก็หาความแกอย่างตรงกันข้ามว่าแกดีด้วยแต่บางคนที่พึ่งพาอาศัยได้ ข้อนี้เป็นอยู่สำหรับคนฉลาด เพราะถ้าหว่านโปรยไปหมด ไม่เลือกหน้า ก็แย่กันเท่านั้น พ่อจึงยังเห็นว่าแกถูก"

" สุภาษิตของเรามีว่า ทำแต่งานไม่มีเล่นก็เป็นบ้า ไม่ทำงานเอาแต่เล่นก็เป็นตุ๊กตา ไม่ดีทั้งสองอย่าง สู้กลางๆไม่ได้ คือถึงที่เล่นก็ให้รู้จักการเล่น ถึงที่ทำงานก็ทำ ถ้าจะเอาแต่เรียนตะพึดไป ไม่เล่นสนุกบ้างเลยก็น่ากลัวอันตรายอยู่เหมือนกัน"

"ถ้าหากมีฝีมือทำงานดี แต่เข้าคนไม่เป็น ผูกใจคนไม่อยู่ ผู้นั้นต่ำแต้ม ฉะนั้นการเป็นคนปอบปูล่าควรปลูกนิสัยมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จะผัดว่าเมื่อนั่นเมื่อนี่หาได้ไม่"

"ใครมีนิสัยคบเพื่อนเป็น คนนั้นก็มีเพื่อนได้เร็ว"

" ถ้าเราจะนั่งติดกับแขกฤๅพม่า ก็ควรพูดจาปราศรัยกันได้ และดูเหมือนยิ่งเป็นการง่ายกว่าจะทำกับฝรั่ง เพราะเป็นพวกเอเชียติกด้วยกัน ฝรั่งมันดูถูกพวกผิวเหลืองผิวดำ เพราะมันถือว่ามันผิวขาวก็ไปอย่างหนึ่ง แต่หากผิวเหลืองผิวดำก็กลับดูถูกกันเองด้วย เป็นการดูถูกซ้อนดูถูก พ่อไม่เข้าใจว่าเพื่อใด นอกจากผู้นั้นลืมตัว"

*********************



หนังสืออ้างอิง

๑.บันทึกต้นรัชกาลที่ ๖ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒.เรื่องของคนห้าแผ่นดิน โดย ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล

๓.หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยามหิธร

*********************