ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม
www.pttplc.com 


              ก่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา ศ. นพ. ประเวศ วะสี ได้กล่าวถึง “การปฏิรูปการศึกษาไทย : หนทางสู่การปฏิบัติ” ไว้ในงานประชุมประจำปีของมูลนิธิสด-สฤษดิ์วงศ์ เมื่อพ.ศ. 2539 เอาไว้ตอนหนึ่งว่า การศึกษาควรเป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาของสังคม ดังนั้นแนวคิดในการจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “การศึกษาท่องหนังสือ” มาเป็นการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาทั้งมวล ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากเอกสารแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย : ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ร่วมกันจัดทำขึ้นในอีก 15 ปีต่อมาว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ที่คนในสังคมต้องลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของและเป็นผู้ขับเคลื่อนด้วยพลังทางสังคมและด้วยพลังปัญญาทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากภาวะวิกฤติที่สุด ไปสู่เส้นทางแห่งความเจริญที่แท้จริง

1

การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง
              รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม คณะกรรมการปฏิรูปทานหนึ่งได้ให้หลักคิดเกี่ยวกับการศึกษาเอาไว้ว่า “การศึกษาที่คนทั่วไปเข้าใจมักเป็นเรื่องของเนื้อหาสาระ เทคนิค และวิธีการว่าคืออะไร และเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามในทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การศึกษาต้องอยู่ในบริบททางสังคม (Social Context) เพราะการศึกษาเป็นระบบอย่างหนึ่งทางวัฒนธรรมของคนในสังคมหนึ่งๆ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นเหล่า นับแต่การอยู่รวมกับครอบครัวเครือญาติจนถึงชุมชนตั้งแต่ระดับบ้านไปจนระดับเมืองเพื่อการมีชีวิตรอดร่วมกัน การศึกษาจึงนับเนื่องเป็นระบบหนึ่งทางวัฒนธรรมที่ทำให้มนุษย์สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน

              การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อให้ได้ความรู้ในการดำรงชีวิตร่วมกันในบริบททางสังคมนั้นมี 2 ประการ อย่างแรกเป็นการเรียนรู้ (Learning) สิ่งที่เป็นภายนอกในทางโลกในมิติของเศรษฐกิจและการเมือง อย่างหลังเป็นการอบรมสั่งสอน (Cultivation) เข้าใจเรื่องภายในที่เป็นธรรม ให้รู้จักตนเอง และความเป็นมนุษย์ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม

              การศึกษาที่สมบูรณ์แบบในโลกปัจจุบันนั้น ต้องเป็นการศึกษาที่ทำให้คนรู้จักตนเอง รู้จักเพื่อนบ้าน และรักบ้านเกิดเมืองนอนก่อน แล้วจึงรู้จักโลก นั่นก็คือเป็นการศึกษาที่ต้องมองจากภายในสังคม – วัฒนธรรมก่อน แล้วจึงเรียนรู้เพื่อรู้จักโลกอันเป็นเรื่องภายนอกทางเศรษฐกิจ-การเมือง”

              เช่นเดียวกับ ศ. นพ.ประเทศ วะสี ที่มองว่า การศึกษาที่ไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเป็นตัวตั้งแต่ยึดเอาวิชาเป็นตัวตั้งจึงกลายเป็นระบบการศึกษาที่อยู่นอกสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และไม่ร่วมแก้ปัญหาจึงอ่อนแอทางปัญญา เพราะวิชามักจะแยกส่วนอยู่เป็นวิชาๆ แต่วิชายังไม่ใช่ความจริงของชีวิต ที่เชื่อมโยงอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งทำให้ไม่เห็น “ความเป็นทั้งหมด” จึงไม่เข้าใจชีวิตและการอยู่ร่วมกันหรือสังคม

ชาวบ้านคือรากเหง้าของชาวเมืองled-1
              ศ. นพ.ประเวศ วะสี ให้ความเห็นว่า “ระบบการศึกษาที่เอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติแต่หากเอาสังคมเป็นตัวตั้งแล้วเรียนรู้จากการจัดการความรู้ทำให้หน่วยย่อยทุกหน่วยสามารถดูแลตนเอง สร้างความรู้เองได้ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับฐานของชาติคือชุมชนท้องถิ่นแล้ว องคาพยพทั้งหมดก็จะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นมา

              การให้นักเรียนเรียนจากชาวบ้านที่มีความรู้แน่น ต่างจากการได้เรียนรู้จากครูที่หากยังไม่ได้เตรียมการสอนก็สอนไม่ได้ เป็นการช่วยสมานพลังแผ่นดิน และช่วยให้คนไม่ขาดจากรากเหง้าของตัวเอง ซึ่งตรงข้ามกับการท่องแต่หนังสือ

              การเรียนจากชาวบ้าน ผู้เรียนต้องเข้าไปอยู่กับชุมชนอันเป็นที่อยู่ของศีลธรรม ซึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของคนและสิ่งแวดล้อม ในความหมายนี้ ศีลธรรมไม่ใช่วิชาที่ต้องเรียนแต่เป็นระบบของการอยู่ร่วมกัน ถ้าหากทำได้เช่นนี้จะปฏิรูปประเทศได้เร็วมาก เพราะการศึกษาจะบูรณาการเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาคือการไปปล้นทรัพยากรคนจนมาให้รวย ดังนั้นการพัฒนาของประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมา คนจนร้อยละ 20 เป็นเจ้าของทรัพยากรเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น

              หากเปรียบเทียบประเทศกับร่างกายของมนุษย์แล้วจะเกิดความเข้าใจว่าความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง ถ้าเซลล์ทุกเซลล์ถูกต้อง อวัยวะถูกต้อง ชีวิตก็ถูกต้อง

              การเรียนรู้ในชุมชนคือหน่วยย่อยที่ถูกต้องจากข้างล่างหาช่องทางให้คนที่อยากสอนกับคนที่อยากเรียนมาพบกันทำให้การเรียนการสอนเปลี่ยนโฉมใหม่ ให้การศึกษาที่อาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Interactive Learning Through Action) ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่จะพัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพ เป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่โดยไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในห้องเรียนหรือในโรงเรียนเท่านั้น เพราะการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ และเป็นทั้งเครื่องมือแก้วิกฤตของมนุษยชาติไปในขณะเดียวกัน”

kaarsueksaa_1

DNA ของเยาวชนรุ่นใหม่
              เมื่อเซลล์ทุกเซลล์ถูกต้อง อวัยวะถูกต้อง ชีวิตก็ถูกต้องตามไปด้วย แน่นอนว่าการจะทำให้ชีวิตถูกต้องนั้น ยอมต้องเป็นชีวิตที่ถูกต้องและสอดคล้องกับยุคสมัย ดร.อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เสนอแนวคิดว่าการศึกษาในยุดโลกาภิวัฒน์จะต้องทำภาระหน้าที่ในการสร้างผู้เรียนที่มีความกระหายใคร่รู้ความสนใจใคร่รู้ ความใฝ่รู้ (Curiosity) มีความเป็นผู้รู้จักคิด มีจินตนาการ มีความคิดริเริ่ม (Creativity) มีความทะเยอทะยาน มีอำนาจในการแข่งขัน (Competencies) มีความคิดเชิงวิเคราะห์ ที่สร้างสรรค์ (Critical Ability) มีความรู้สึกที่เป็นชุมชน (Community/Communication) และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ความเชื่อมั่นในความดี ความถูกต้อง (Courage/Moral)

              หากพิจารณาตามนัยนี้ การศึกษาในยุคใหม่สามารถใช้ชุมชนมาเป็นโจทย์ในการสร้างให้ผู้เรียนเกิดความกระหายใคร่รู้จากเรื่องราวใกล้ตัวที่มีความใกล้ชิดผูกพันอยู่กับชีวิต สร้างให้ผู้เรียนรู้จักนำโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมากระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มที่จะหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ อันได้มาจากการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และจากการทำงานร่วมกัน ที่สำคัญคือสามารถสร้างให้ผู้เรียนรู้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเชื่อมั่นในความดี ความถูกต้องที่สอดคล้องกับหลักธรรมของศาสนา

              ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่เยาวชนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ก็คือการเรียนรู้เรื่องของตัวเอง และศึกษาเรียนรู้ชีวิตที่มีคนและสังคมเป็นตัวตั้ง เพื่อเข้าให้ถึงคุณค่าและความดีงาม ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายในโลกอันกว้างด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

              ระบบการศึกษาในวันนี้จึงควรเป็นไปเพื่อสร้างเยาวชนเยาวชนรุ่นใหม่ให้ผูกพันกับรากเหง้า และเป็นไปเพื่อการสร้างคนดีคนเก่ง ที่มีความผูกพันกับบ้านเมือง เพื่อการปลูกฝังอนาคตของชาติ และเป็นพลังสำคัญในการร่วมสร้างโลกที่มีดุลยภาพให้กับมวลมนุษยชาติในวันข้างหน้า