ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม
โดย วารสาร สื่อพลัง

http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


Untitled-1               ปีการศึกษา 2556 เป็นปีการศึกษาแรกที่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะมีเครื่องแท็บเล็ตใช้คนละหนึ่งเครื่องโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามนโยบายของรัฐบาลในโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย (One Tablet Per Child) ที่มีขึ้นเพื่อช่วยสร้างโอกาสและความเท่าเทียมกันทางการศึกษา (Education Equality) ให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามความสนใจ และเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา (Education Quality) ให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และสนุกกับการเรียนรู้อย่างไม่จำกัดเวลาและสถานที่ และเพื่อสร้างความทัดเทียมทางการศึกษาในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน พ.ศ. 2558

               เมื่อมองในมุมหนึ่งแท็บเล็ตมีคุณสมบัติที่จะตอบเป้าหมายเหล่านี้ได้ดีทีเดียว แต่เมื่อมองจากอีกมุมหนึ่งโทษสมบัติหรือข้อเสียของแท็บเล็ตก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

แท็บเล็ตกับโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
               ในแง่ประโยชน์ที่มีต่อการเรียนรู้ แท็บเล็ตนับเป็นสื่อเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับนักเรียนได้ดี ช่วยให้ครูสามารถเข้าถึงรูปภาพ วีดิโอคลิป ตลอดจนข้อมูลข่าวสารทั่วโลก และสามารถนำมาใช้สร้างบทเรียนที่น่าสนใจให้แก่นักเรียนได้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าสื่อเหล่านี้จะสามารถสะกดให้นักเรียนตั้งใจเรียนและจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่อยู่ในจอได้ครั้งละนานๆ ตลอดจนแปลงการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจได้ง่ายขึ้น สร้างความแตกต่างจากการเรียนจากหนังสือแบบเรียนที่มีรูปแบบไม่น่าสนใจและเข้าใจได้ยากกว่า

               นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังคาดหวังว่า หากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนของทุกโรงเรียนมีแท็บเล็ตหรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์นำไปสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 คือ เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความรับผิดชอบ เกิดทักษะในการติดต่อ สื่อสาร สร้างสรรค์ อยู่ร่วมกับผู้อื่นๆได้ดี และเมื่อผู้เรียนกลายเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนแล้ว จะส่งผลให้คะแนนการสอบโอเน็ตของวิชาหลัดทั้ง 5 วิชา ที่เคยเป็นปัญหาหนักอกของทุกโรงเรียนก็จะสูงขึ้นได้ในที่สุด

               ผลพลอยได้ที่จะติดตามมาคือ โรงเรียนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่มีประสิทธิภาพสำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงมีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พกพานี้

42487

แท็บเล็ตกับปัญหาที่มองเห็น
               มองในแง่ตรงกันข้าม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในประเทศไทยทุกแห่งที่มีแผนกจิตเวช พบว่ามีคนไข้เด็กและวัยรุ่นจำนวนมากที่ติดเกมถึงขั้นต้องไปทำการบำบัดรักษา ส่วนที่คลินิกกายภาพบำบัดก็เริ่มมีคนไข้เด็กและวัยรุ่นจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้าทำกายภาพบำบัดด้วยอาการกล้ามเนื้อติดยึดเพราะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป การให้เด็กมีแท็บเล็ตในมือตั้งแต่เล็กจึงเท่ากับการปูทางพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ไปโดยไม่รู้ตัว

               น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้างานกลุ่มจิตเวชโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ให้ความเห็นว่า “เกมหรือการพนันเป็นกิจกรรมที่ไม่เพียงเสพติด เสียเงิน เสียนิสัย แต่ยังทำลายสมองเด็กอย่างถาวร ช่วงก่อนวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่สมองจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า pruning คือสลายวงจรประสาทที่ไม่ค่อยใช้งานทิ้งไป เหลือไว้แต่วงจรประสาทที่ใช้บ่อย ดังนั้นถ้าเด็กไม่อ่านหนังสือ ไม่ฝึกทำเรื่องยากที่ต้องการการวางแผนและอดทน วงจรประสาทที่ว่าด้วยการวางแผนและอดทนก็จะถูก pruning คือสลายทิ้งไป ไม่มีให้ใช้อีกตลอดชีวิต ส่วนวงจรประสาทที่ชอบความเร็ว ทำอะไรต้องได้ผลตอบแทนเร็วลงทุนน้อยได้มาก เหล่านี้จะเจริญงอกงาม” (วิธีการรักษาเด็กติดเกมอย่างสั้นที่สุดจากวารสาร V Magazine ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ม.ค. – มี.ค. 2555)

               รศ. พ.ญ.นิตยา คชภักดี ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย มองว่า “เด็กไทยในวัย 6 – 8 ปี มีความจำเป็นต้องเรียนรู้จากของจริง ได้สัมผัสได้พูดได้คุยกับคน ซึ่งหากนำแท็บเล็ตมาใช้กับเด็กกลุ่มนี้ ควรจะต้องเตรียมความพร้อมของพ่อแม่มากกว่า เนื่องจากการเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อเทคโนโลยี การที่เด็กสัมผัสจอแท็บเล็ตตลอดเวลา จะทำให้เด็กสายตาสั้น สมองผิดปกติ คอเอียงเพราะนั่งนานติดต่อกันหลายชั่วโมง รวมไปถึงการมีปัญหาในครอบครัว ขาดการติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ อีกทั้งยังมีแนวโน้มนำไปสู่โรคอ้วน – เตี้ย เพราะขาดการออกกำลังกายด้วย” (ให้สัมภาษณ์กับศูนย์ข่าว TCIJ)

               รศ. พ.ญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการใช้แท็บเล็ตของเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ว่า “เด็กอายุ 6 – 7 ปี เป็นเด็กที่อยู่ในวัยเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควรพัฒนาทักษะทุกอย่างอย่างรอบด้าน เช่น ทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมือ ในการขีดเขียน ทักษะในการฟัง การรอคอย นั่งให้นิ่ง ทักษะการเคลื่อนไหวโดยการเล่นกีฬา หรือทักษะทางสังคม เช่น การรู้จักรอคอย การแบ่งปัน ส่วนเรื่องทักษะด้านภาษา การขีดเขียน ความรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนความสำคัญแต่ละด้านจะพูดว่าสัดส่วนใดสำคัญที่สุดไม่ได้ทุกอย่างต้องเป็นไปพร้อมๆกัน หากกล้ามเนื้อมือไม่มีแรงก็เขียนหนังสือไม่ได้ ถ้าสายตาไม่ดีมองกระดานไม่ชัดก็เรียนไม่ได้ เป็นต้น นอกจากนี้แท็บเล็ตยังจะทำให้เด็กมีความสนใจแต่กับจอที่ดึงดูด ซึ่งจะส่งผลให้เด็กกลายเป็นคนที่มีสมาธิสั้น เนื่องจากภาพต่างๆในจอ เปลี่ยนเร็วมาก เด็กจะคุ้นเคยกับความเร็ว ทำให้กลายเป็นคนที่รอคอยไม่เป็น เสียสมาธิได้ง่าย” (ให้สัมภาษณ์กับศูนย์ข่าว TCIJ)

0111

การศึกษายุคใหม่กับการใช้แท็บเล็ต
               รศ. ดร.ทิศนา แขมมณี อดีตหัวหน้าภาควิชาประถมศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ที่สอดคล้องกับความเห็นของแพทย์ว่า

               “กระบวนการเรียนรู้ยุคปฏิรูปคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ มิใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้เท่านั้น การจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นตัวตั้ง ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับผู้เรียนและประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนควรได้รับ รวมถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัว และได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ อันจะนำผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ที่แท้จริง

               การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงได้ดี ควรเป็นการตื่นตัวที่เป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งทางด้านกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ เพราะพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน และส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

               การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางกาย (active participation: physical) คือการให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทำกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะของผู้เรียน เพื่อช่วยให้ร่างกายและประสาทการรับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับรู้ และเรียนรู้ได้ดี

               การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางสติปัญญา (active participation: intellectual) คือการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางสติปัญญาหรือทางสมอง ได้คิด ได้กระทำโดยใช้ความคิด เป็นการใช้สติปัญญาของตนสร้างความหมาย ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้

               การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางอารมณ์ (active participation: emotional) คือการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางอารมณ์หรือความรู้สึก เกิดความรู้สึกต่างๆ อันจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อารมณ์ และความรู้สึกของบุคคลจะช่วยให้การเรียนรู้มีความหมายต่อตนเองและต่อการปฏิบัติมากขึ้น

               การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางสังคม (active participation: social) คือการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนมีการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เนื่องจากการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกันจะช่วยขยายขอบเขตของการเรียนรู้ของบุคคลให้กว้างขวางขึ้นและการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการที่สนุก มีชีวิตชีวามากขึ้น หากผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น” (ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ, 2551)

               ดังนั้น ปัจจัยความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยแท็บเล็ตในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของผู้สอนหรือครู จึงอยู่ที่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัวทั้ง 4 ด้าน คือ ได้เคลื่อนไหวปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ (กาย) ได้ใช้ความคิด (สติปัญญา) ได้มีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น (สังคม) และเกิดอารมณ์ความรู้สึกอันจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้มีความหมายต่อตน (อารมณ์) ได้ดีเพียงไร นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงส่วนของเนื้อหาว่าเหมาะสมให้กับเด็กเพียงไร บทเรียนที่มีอยู่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับตัวเครื่อง และกับผู้เรียนคนอื่นๆ หรือไม่

               จากผลการศึกษาของเบ็คต้า ไอซีที รีเสิร์ช (Becta ICT Research) เรื่อง “การใช้งานแท็บเล็ตพีซีประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 12 แห่ง ในประเทศอังกฤษ ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2547 – 2548” พบว่ามูลเหตุสำคัญของการสร้างให้การเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ตพีซีจะสนับสนุนประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนและผู้สอนมีความกระตือรือร้นและมีเวลาที่เพียงพอที่จะได้ทดลองและสร้างแนวทางนวัตกรรมการใช้งานของตนเอง

iq7ff53cca9805b251a428c0ca1344a173เรียนถูก...จะได้ไม่ต้องเรียนแก้
               บทเรียนจากประเทศอังกฤษชี้ชัดว่า หากผู้บริหารของโรงเรียนไม่สามารถเสริมสร้างความมั่นใจของผู้สอน ไม่จัดให้มีช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนแนวคิดหรือการแบ่งทรัพยากรที่พัฒนาหรือใช้งานระหว่างกัน ไม่มีการยกย่องชมเชยผู้สอนต้นแบบ

               ไม่สามารถจัดการด้านความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่มีการดำเนินการเรื่องพื้นที่และความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลที่ผู้เรียนได้บันทึกไว้

               ไม่สามารถจัดให้มีคนคอยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค จัดให้มีหน่วยสนับสนุนที่มีความพร้อม ทั้งในด้านการซ่อมบำรุง การมีอุปกรณ์สำรอง และการแก้ปัญหาอายุการใช้งานของแบตเตอรี่หรือแม้แต่แก้ไขปัญหาเสถียรภาพของเครือข่าย

               ไม่มีการจัดเวลาให้ผู้สอนได้จัดเตรียมบทเรียน สื่อการสอนแบบทดสอบ ที่ใช้งานร่วมกับแท็บเล็ตพีซีอย่างเพียงพอ รวมถึงการให้เวลาในการทดลองปรับใช้แท็บเล็ตพีซีให้มีความเหมาะสมกับการเรียนการสอน

               ข้อค้นพบข้างต้นนอกจากจะเป็นบทเรียนความสำเร็จของการนำแท็บเล็ตเข้ามาช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนแล้วยังเป็นข้อควรคำนึงของผู้บริหารโรงเรียนทุกท่านว่า หากไม่ต้องการให้แท็บเล็ตทำหน้าที่เป็นเพียงของเลนชิ้นใหม่ ยังจะมีอะไรอีกบ้างไหมที่พวกท่านควรสร้างทำเพื่อเอื้อให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ของครูและเด็กยุคนี้ได้อย่างแท้จริง